นายพวา พันธุ์เมฆา อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประสานมิตร เปิดเผยว่า ขณะนี้พบการทุจริตทางวิชาการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในภาควิชาบรรณารักษ์ฯ มศว จากที่ตนตรวจสอบพบว่ามีอาจารย์ประจำภาควิชารายหนึ่งทำผลงานวิจัย แล้วนำผลงานวิจัยมาขอตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) แต่งานวิจัยดังกล่าวใช้ข้อมูลเท็จ ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวเกี่ยวกับการพัฒนาบทเรียนทางเว็บไซต์ โดยผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนบนเว็บไซต์วิชาดังกล่าวขึ้นมา 4 หน่วยการเรียน แล้วให้นิสิตปริญญาตรีสาขาสารสนเทศฯ ทดลองเรียนด้วยตัวเอง เมื่อวิจัยเสร็จแล้วทำรายงานออกมา 1 ฉบับ โดยมีกลุ่มตัวอย่างทดลองเพียงกลุ่มเดียว มีนิสิตที่ร่วมทดสอบ 32 คน แต่เมื่อจะใช้เป็นผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่งเป็น ผศ.ผู้วิจัยเกรงว่าอาจไม่ผ่านการประเมินได้ จึงได้ทำผลงานขึ้นเป็นฉบับที่ 2 ฉบับใหม่นี้มีกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้น คือกลุ่มควบคุม แต่งานวิจัยเสร็จสิ้นไปแล้ว ข้อมูลของกลุ่มควบคุมที่เพิ่มใหม่จึงไม่มีจริง และมีการให้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มทดลองที่สรุปผลวิจัยไปแล้ว เมื่อเปรียบเทียบผลการเรียนจึงสรุปว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมจริง เพื่อให้เห็นว่าบทเรียนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ
นายพวากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในการวิจัยจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจพิจารณาเครื่องมือวิจัย คือบทเรียนบนเว็บไซต์ โดยผู้วิจัยต้องนำบทเรียนที่พัฒนาขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล้วประเมินตามประเด็นต่างๆ ที่ผู้วิจัยต้องการถาม โดยผู้วิจัยได้ใส่ชื่อของตนเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้วย ซึ่งตนไม่เคยเห็นบทเรียนดังกล่าวมาก่อน และไม่เคยประเมินบทเรียนนั้นเลย แต่ในภาคผนวกของรายงานการวิจัย ปรากฏคะแนนการประเมิน และเป็นคะแนนที่สูงในระดับดีมาก และดีทุกข้อ ซึ่งคะแนนเหล่านั้นผู้วิจัยเขียนเองทั้งสิ้น อีกประด็น ในการวิจัยที่เป็นการพัฒนานวัตกรรม หรือบทเรียนบนเว็บไซต์ จะต้องทดลองใช้กับนิสิต 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้กับนิสิต 3 คน พบข้อบกพร่องส่วนใด ต้องนำมาแก้ไข และนำไปใช้ครั้งที่ 2 กับนิสิต 9 คน หากพบข้อบกพร่อง ต้องนำมาแก้ไข และนำไปใช้ครั้งที่ 3 กับนิสิตกลุ่มใหญ่ กระบวนการดังกล่าวต้องใช้นิสิตที่ไม่ใช่กลุ่มทดลองจริง ดังนั้น ถ้าทำวิจัยจะต้องดำเนินการก่อนปีการศึกษาที่จะใช้กับกลุ่มนิสิตที่ทดลองจริง แต่ผู้วิจัยรายงานว่าได้ดำเนินการหาประสิทธิภาพในปีเดียวกันการทดลองจริง ดังนั้น การรายงานถึงกระบวนการหาประสิทธิภาพจึงเป็นเท็จ เพราะภาควิชารับนิสิตเข้าเรียนปีละ 1 ห้องเรียนเท่านั้น
“ผมได้ร้องเรียนเรื่องนี้ต่อผู้บริหาร มศว ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 แต่ไม่มีคำตอบใดๆ และไม่เคยเรียกผมไปให้ข้อมูล ผมเคยเป็นหัวหน้าภาควิชานี้ เป็นอาจารย์ จึงห่วงว่าจะเกิดความเสียหาย เพราะถือเป็นการทุจริตทาง วิชาการอย่างร้ายแรง ทำให้ตนเองได้รับผลประโยชน์จากเงินประจำตำแหน่ง จึงอยากให้ มศว ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุป หากพบว่าใช้ข้อมูลเท็จมาทำวิจัยจริง ก็ขอให้ถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการอาจารย์คนดังกล่าว และเรียกเงินประจำตำแหน่งคืน ซึ่งเท่าที่ทราบอาจารย์คนนี้ได้รับเงินประจำตำแหน่งไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท” นายพวา กล่าว
นายพวากล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หลัง มศว ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ตนจึงได้ร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบด้วย ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับอาจารย์ผู้วิจัยคนดังกล่าว แต่ที่ออกมาร้องเรียนเพราะไม่อยากให้เกิดความเสียหายทางวิชาการ และเป็นห่วงการจัดการสอนในภาควิชาดังกล่าว

