เมื่อวันที่ 11 มกราคม นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ผู้แทนกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปอาชีวศึกษา ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรของอาชีวะให้มีคุณภาพระดับสูง เป็นหลักสูตรอาชีวะนักเทคโนโลยีพันธุ์ใหม่ ซึ่งในส่วนของอุดมศึกษา จะต้องปรับหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับอาชีวะ ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาศักยภาพคนไทย ทั้งบัณฑิตและคนวัยทำงานให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีพร้อมที่จะก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในเบื้องต้นคนวัยทำงานซึ่งเป็นแรงงานสำคัญที่ส่วนใหญ่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่ต้องพัฒนาศักยภาพแบบก้าวกระโดด ให้มีคุณภาพระดับนานาชาติ ในส่วนของอาชีวะ จะมีต้นแบบการพัฒนาคือ ประเทศญี่ปุ่น และเยอรมัน
นพ.อุดม กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของอาชีวะ จะเริ่มดำเนินการใน 7 หลักสูตรที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ มานำร่องพัฒนา คือ 1.ระบบการขนส่งทางราง สถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 2 แห่ง 2.ช่างอากาศยาน สถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 5 แห่ง 3.แมคคาทรอนิกส์ สถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 1 แห่ง 4. หุ่นยนต์อุตสาหกรรม สถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 6 แห่ง 5.เทคนิคพลังงาน สถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 4 แห่ง 6.การเทคโนโลยีการท่องเที่ยว มีสถานศึกษาที่พร้อมเข้าร่วม 6 แห่ง และ7.โลจิสติกส์ อยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อมของสถานศึกษา อย่างไรก็ตามตัวเลขของสถานศึกษาที่มีความพร้อมดักล่าวยังไม่ถือว่าสิ้นสุด เพราะต้องเรียงลำดับขีดความสามารถที่แท้จริง ประกอบด้วย การดำเนินการจะไม่ทำปูพรมทั้งหมด จะคัดเลือกสถาบันอาชีวะที่มีความพร้อม หรือมีการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว มาร่วมนำร่องก่อน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณจัดการศึกษารายหัว เช่นเดียวกับการผลิตแพทย์ โดยให้สอศ. ไปคำนวนปริมาณความต้องการในแต่ละสาขา รวมทั้งให้คำนวนงบสนับสนุน และงบต้นทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนเพื่อเสนอขอรับการจัดสรรจากรัฐบาลต่อไป
“เราจะแบ่งการผลิตอาชีวะ เป็นหลายระดับ ระดับแรก คือช่างที่มีความชำนาญแต่ละด้าน เช่น ช่างเชื่อม ที่ต้องเก่งและมีความชำนาญที่สุด อีกระดับคือ ช่างที่มีแนวคิดเชิงวิศวกร แต่มีฝีมือแบบอาชีวะ ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีความต้องการพัฒนาให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น โดยจะให้ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) การันตีเงินเดือน เช่นเดียวกับกลุ่มแพทย์ ที่การันตีตามความเชี่ยวชาญและทักษะ ดังนั้นกระบวนการเรียนการสอนต้องปรับ เน้นการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ขณะที่อาจารย์ผู้สอนจะต้องตามไปดู วิเคราะห์จุดอ่อน ทำวิจัยเชิงลึก ขณะที่ภาคเอกชนจะต้องเปิดช่องทางให้เด็กเข้าไปเรียนและมีงานทำมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยจะต้องทำหลักสูตรที่เชื่อมต่อ โดยคนที่มีประสบการณ์ทำงานจะต้องใช้ประสบการณ์ทำงานเทียบโอนได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเรียนนาน ซึ่งทางสกอ.ชี้แจงว่า การกำเนินการในส่วนนี้เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง” รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.กล่าว และว่า ส่วนมหาวิทยาลัย ชัดเจนว่าจะต้องเปิดสอนหลักสูตรแบบบูรณาการมากกว่าหนึ่งศาสตร์ ที่ตอบโจทย์ประเทศ สร้างบัณฑิตสายพันธุ์ใหม่ ที่สำคัญเราต้องการเน้นว่าจะต้องมีทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งต่อไปจะเป็นนโยบายที่สำคัญ
นพ.อุดม กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของมหาวิทยาลัยคิดว่าดำเนินการได้ไม่ยาก แต่สกอ.จะต้องไปปลดล็อกข้อกำหนดต่างๆ เช่น มาตรฐานหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นโครงการนำร่องซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าจะต้องดำเนินการให้ได้ภายในปีการศึกษา 2561 หรือเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะสามารถรับเด็กเข้าเรียนในกลุ่มนี้จากการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือทีแคส ปีการศึกษา 2561 รอบที่ 5 การรับตรงอิสระ ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน เท่ากับว่ามหาวิทยาลัยที่เข้า จะต้องจัดทำหลักสูตรให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน เพื่อประกาศหลักสูตรนำร่องให้นักเรียน ผู้ปกครองรับทราบ จากนี้ทั้งสอศ.และสกอ.จะต้องจัดทำรายละเอียดเพื่อหารือร่วมกันอีกครั้ง

