หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา คณะมนุษยศาสตร...

คณะมนุษยศาสตร์ รามคำแหง เผยแพร่ความรู้ ‘งานพระบรมศพสมัยรัตนโกสินทร์’ แปลความสระอโนดาต เปิดฉากวรรณคดี ย้อนอดีตสนามหลวง

17.01.18 | 17:39 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ห้องพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการจัดงานบรรยายเรื่อง ‘พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมัยรัตนโกสินทร์’ ภายใต้โครงการบริการวิชาการเผยแพร่ความรู้ มีนักศึกษาและประชาชนให้ความสนใจเข้าฟังคึกคัก

อาจารย์ ธนโชติ เกียรติณภัทร กล่าวในหัวข้อ ‘ฉากงานพระเมรุในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น’ โดยระบุว่า วรรณคดียุคดังกล่าวมีการกล่าวถึงงานพระบรมศพหลายตอน เช่น โคลงถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิพระเจ้าหลวง และลักษณวงศ์ กล่าวถึงสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศที่มียอดทรงปรางค์ อันสืบทอดขนบจากกรุงศรีอยุธยา ดังจะเห็นได้จากคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมที่กล่าวถึงพระเมรุเอกยอดปรางค์มีพรหมพักตร์ ส่วนหน้าบรรพ์รูปพระอินทร์อาจสื่อถึงพระอินทร์ที่ประทับ ณ เขาพระสุเมรุ และในขณะเดียวกันอาจสื่อถึงสถานะพระมหากษัตริย์ในเรื่องอินทรคติได้เช่นเดียวกัน

ส่วน ริ้วกระบวนอัญเชิญพระบรมศพ  ในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นสะท้อนถึงรูปแบบขบวนแห่รูปสัตว์ ซึ่งถูกยกเลิกไปเมื่อครั้งงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ได้อย่างชัดเจน ดังเช่นในเรื่องลักษณวงศ์ที่กล่าวว่า “…แล้วชักรูปแรดมาก่อนพลัน บนหลังนั้นมณฑปใส่คบไฟ พญาช้างคู่ช้างสำอางศรี พาชีคู่พาชีอันผ่องใส…”

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึง การประดิษฐานพระโกศที่พระเมรุมาศ ,การทิ้งทานกัลปพฤกษ์ มหรสพสมโภช และการจุดดอกไม้ไฟ  เช่นเรื่องอิเหนา รัชกาลที่ 2 ความว่า

 

Advertisement

พวกดูโขนโคลนตมก็ไม่ว่า                  สู้ทนฝนฟ้าไม่ไปบ้าน

บ้านยืนนั่งตั้งใจจะดูงาน                     สับสนอลหม่านเล้าลุม

พวกผู้ชายยืนรายอยู่สองข้าง                แหวกทางให้ผู้หญิงถลำหลุม

ที่ลื่นล้มกลางถนนคนชุม                    หนุ่มหนุ่มสรวลเสเฮฮา

 

สำหรับการถวายพระเพลิง ปรากฏ  ฉากถวายพระเพลิงทศกัณฐ์ในรามเกียรติ์รัชกาลที่ 1 และฉากถวายพระเพลิงพระอัยกีเมืองหมันหยาในอิเหนารัชกาลที่ 2 ระบุว่ามีการใส่เครื่องหอมลงในพระโกศก่อนจะจุดอัคคี

“ฉากพระเมรุในวรรณคดีที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงขั้นตอนและองค์ประกอบในพระราชพิธีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งบางอย่างได้มีการยกเลิกไปนับตั้งแต่งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังเช่น การเกณฑ์หัวเมืองตัดไม้สร้างพระเมรุ การประดิษฐานพระบรมโกศที่พระเมรุมาศบนพระแท่นเบญจาเพื่อสมโภช การสร้างระทาจุดดอกไม้เพลิง กระบวนแห่รูปสัตว์   อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมเพื่อการอ่าน จึงมีการพรรณนาฉากอย่างละเอียด” อาจารย์ธนโชติกล่าว

อาจารย์ภคพล เส้นขาว กล่าวในหัวข้อ ‘ท้องสนามหลวง’ โดยกล่าวถึงประวัติความเป็นมา เนื้อหาโดยสรุปว่า

ในช่วงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายราชธานีมาทางฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใน พ.ศ. 2325 เนื่องจากพื้นที่ฝั่งที่เป็นกรุงธนบุรี พระราชวังหลวง ถูกขนาบด้วยวัดทำให้การขยายพระราชวังนั้นเป็นไปได้ลำบาก เมืองธนบุรีเป็นเมืองอกแตกคือมีแม่น้ำผ่ากลางเมือง ยากลำบากในการป้องกันพระนคร หากมีข้าศึกมาล้อมกรุง และประการสุดท้ายคือฝั่งธนบุรีตั้งอยู่บนคุ้งน้ำที่มีการกัดเซาะตลิ่ง รัชกาลที่ 1 จึงไม่โปรดฝั่งธนบุรีและให้ย้ายราชธานีมาอีกฟากเสีย ซึ่งบนพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินของพระยาราชาเศรษฐีและคนจีนอาศัยอยู่ โดยพระองค์ทรงโปรดให้ย้ายคนจีนไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่เป็นสวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร) ไปจนถึงคลองวัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร) ส่วนพื้นที่เหนือวัดสลักขึ้นไปจนถึงคลองคูเมือง โปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถ สร้างพระราชวังบวรสถานมงคลไปในคราวเดียวกัน

“อาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ท้องสนามหลวงนั้นถูกสร้างขึ้นมาเป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่าง พระบรมมหาราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และพระบวรราชวังอันเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั่นเอง และเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกกำแพงพระบรมมหาราชวังและใช้เป็นพื้นที่สำหรับประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านาย ประชาชนชาวพระนครจึงมักเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า ทุ่งพระเมรุ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงโปรดให้เรียกทุ่งพระเมรุเสียใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลว่าท้องสนามหลวง” อาจารย์ภคพล กล่าว

อาจารย์ธนกฤต ลออสุวรรณ บรรยายในหัวข้อ ‘สระอโนดาต : เครื่องประดับพระเมรุมาศและการแปลความหมายใหม่’ โดยระบุว่า สระอโนดาตรอบพระเมรุมาศงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้เป็นเพียงการสื่อถึงพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำเท่านั้น หากแต่สามารถแปลความหมายให้สื่อถึงพระราชสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ ตามคติความเชื่อโบราณของไทยได้หลายอย่าง เนื่องจาก น้ำจากอโนดาต คือสิ่งคู่ควรแก่พระจักรพรรดิราช จะเห็นได้จาก เรื่องสุมนสามเณร ในคัมภีร์ธรรมปทัฏฐกถา ซึ่งกล่าวถึงน้ำจากสระอโนดาตสามารถรักษาอาการป่วยของพระอนุรุทธะได้ และพระพุทธเจ้าทรงระบุว่ามีพระประสงค์จะล้างพระบาทด้วยน้ำจากสระดังกล่าวนี้เท่านั้น

“นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่าง พระจักรพรรดิราช ก็เป็นผู้ที่คู่ควรแก่การสรงน้ำจากสระอโนดาต เนื่องจากทรงมีพระราชอำนาจปกครองชมพูทวีปและทรงเป็นเจ้าของสระอโนดาต ในคัมภีร์ทีปวงศ์ กล่าวถึง พระเจ้าอโศกมหาราชว่าราชอาณาจักรของพระองค์มีสระใหญ่คือสระอโนดาต อยู่บนยอดเขาหิมพานต์ พวกเทวดาได้ตักน้ำอันประกอบด้วยสรรพโอสถมาถวายวันละ 16 หม้อ”

อาจารย์ธนกฤต กล่าวอีกว่า คติเรื่องน้ำจากสระอโนดาตยังสัมพันธ์กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยอีกได้ นั่นคือขั้นตอนการสรงมูรธาภิเษก ซึ่งพระมหากษัตริย์จะต้องสรงน้ำปัญจมหานที อันเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากสระอโนดาต ซึ่งตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น ใช้น้ำจากสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ที่แขวงเมืองสุพรรณบุรีเป็นหลัก และเพิ่มน้ำ “เบญจสุทธิคงคา” จากแม่น้ำสายสำคัญในไทยอีก 5 สายในสมัยรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการนำน้ำจาก “ปัญจมหานที” ในชมพูทวีปคือประเทศอินเดียมาใช้จริงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เท่ากับว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพระจักรพรรดิราชผู้รับการสรงน้ำจากสระอโนดาตเช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช

นอกเหนือจากคติเรื่องสมมติเทพที่เปรียบองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดั่งพระนารายณ์อวตารแล้ว ยังสะท้อนถึงคติเรื่อง “พระโพธิสัตว์”  กล่าวคือนอกจากน้ำพระทัยที่ทรงพระเมตตาช่วยเหลือสรรพสัตว์และอาณาประชาราษฎร์แล้ว เมื่อยามที่เสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์ก็จะเสด็จกลับขึ้นไปประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิตตามเดิม ดังนั้นจึงมีการประดับรูปพระโพธิสัตว์ที่ซุ้มบันแถลงชั้นสูงสุดของบุษบกพระเมรุมาศคราวนี้เพื่อสื่อความเป็นพระโพธิสัตว์