รศ.ชูโชค อายุพงศ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ (CENDIM) เปิดเผยว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ได้รับมอบหมายจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการ “จัดการน้ำเสียและขยะชุมชนสู่อนาคตเมืองสีเขียว ในกิจกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพน้ำ” ในแม่น้ำคูคลองในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนพร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ กรณีน้ำเสีย น้ำท่วม รวมทั้งการเลี้ยงปลากระชัง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำระบบฯ โดยจะติดตั้งสถานีวัดปริมาณ และคุณภาพน้ำแบบโทรมาตร (Quality and Quantity water station: QQ) จำนวน 20 สถานี ในตำแหน่งที่มีความเสี่ยงภัยน้ำท่วม หรือน้ำเสียในแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง และแม่น้ำวัง ดำเนินงานด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน จัดการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนประชาชนในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2560 พร้อมนำเสนอระบบ ตลอดจนหารือกำหนดตำแหน่งติดตั้งสถานีวัดปริมาณและคุณภาพน้ำแบบโทรมาตรในตำแหน่งที่เหมาะสมของแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง และแม่น้ำวังร่วมกัน ให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างตรงจุด
“การจัดทำระบบการตรวจวัดปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำในแม่น้ำคูคลองนำร่อง กำหนดตำแหน่งติดตั้งสถานีตรวจวัดที่เหมาะสมมี 20 สถานี คือ แม่น้ำปิง 10 สถานี แม่น้ำกวง 7 สถานี แม่น้ำวัง 3 สถานี โดยแต่ละสถานีประกอบด้วยระบบตรวจวัดย่อย 2 ระบบ ส่งข้อมูลแบบตามเวลาจริง (Real time) ได้แก่ 1) ระบบตรวจวัดระดับน้ำ ตรวจวัดค่าระดับน้ำในลำน้ำ และปริมาณน้ำฝน 2) ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น ตรวจวัดค่าออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen : DO), อุณหภูมิ, ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity), และค่าความเป็นกรด-เบสของน้ำ (pH) เป็นต้น สถานี QQ จะส่งข้อมูลที่ได้จากทั้งสองระบบย่อยไปยังฐานข้อมูลในเครื่องแม่ข่ายทางเครือข่ายข้อมูลโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งแสดงผลผ่านทางหน้าเว็บไซต์ รวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ “รศ.ชูโชคกล่าว
รศ.ชูโชค กล่าวต่อว่า ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากโครงการ คือ มีระบบสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพน้ำของลำน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยส่งข้อมูลแบบ real time หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนจึงสามารถใช้เป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย ดำเนินการบริหารจัดการน้ำทั้งกรณีน้ำเสีย น้ำท่วมได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที ทั้งยังมีระบบสารสนเทศ พร้อมฐานข้อมูลกลางของลำน้ำคูคลอง เอื้อต่อการวางแผนการพัฒนาด้วยความเป็นระบบ มีข้อมูลในทิศทางเดียวกันอย่างยั่งยืน โดยท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เอง ถือเป็นการพัฒนาเครือข่ายการบริหารจัดการพื้นที่ระหว่างหน่วยงานสนับสนุนส่วนกลางระดับจังหวัดและชุมชน เพื่อพัฒนาฟื้นฟูลำน้ำคูคลอง ประชาชนและชุมชนโดยรอบเกิดความตระหนักในการใช้ประโยชน์จากลำน้ำได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นต้นแบบการพัฒนา และอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมภาพลักษณ์ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวน่าอยู่ต่อไป

