นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วยนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ., นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ เลขาธิการคุรุสภา เข้าชี้แจงกับคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีที่จะขอใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่เกิดจากข้อที่ 13 ซึ่งเดิมกำหนดให้อำนาจการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัด และกรุงเทพฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นของ ศธจ.โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จากเดิมที่เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยแก้ไขให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ 2 คณะ คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา และคณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ทั้ง 2 ชุด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มี ศธจ.เป็นเลขานุการ สำหรับคณะกรรมการบริหารงานบุคคล จะมีผู้อำนวยการ สพท.ในจังหวัดทุกคนร่วมเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สพท.เป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 53(3) ตามที่ กศจ.อนุมัติ ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 53(4) ตามที่ กศจ.อนุมัติ ส่วน ศธจ.ทำหน้าที่เลขานุการ กศจ.ซึ่งผู้บริหาร ศธ.ทั้ง 4 คนได้เข้าชี้แจง ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องขอใช้มาตรา 44 แก้ไขคำสั่งดังกล่าว
“กฤษฎีกาได้สอบถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทาง ศธ.ได้ชี้แจงถึงความจำเป็น เพื่อให้เกิดการบูรณาการการศึกษาภายในจังหวัด และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักๆ จำเป็นต้องแก้อำนาจตามมาตรา 53(3) และ (4) คืนอำนาจให้กับผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียนน ตามที่กำหนดไว้เดิม ประเด็นที่ 2 คือ ศธ.เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมี กศจ.2 คณะ คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา และคณะกรรมการบริหารงานบุคคล เพราะการมีคณะเดียวจะทำให้ กศจ.เสียเวลาไปกับการบริหารงานบุคคล จึงต้องมีคณะที่ดูแลแผนบูรณาการ และยุทธศาสตร์ขึ้นมา ส่วนคณะกรรมการบริหารงานด้านงานบุคคล จะมีเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ก.ค.ศ.และ สพฐ.ส่วนหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะไปรวมอยู่ในคณะกรรมการบูรณาการ” นายพินิจศักดิ์ กล่าว
นายพินิจศักดิ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทางกฤษฎีกาไม่มีความคิดเห็นเพิ่มเติมมายัง ศธ.เพียงแต่ขอให้ ศธ.ไปชี้แจง เพื่อที่จะพิจารณาว่าช่วงนี้เรื่องใดบ้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเรื่องใดที่รอดำเนินการตามขั้นตอน และรอเสนอเป็นกฎหมายธรรมดาได้ ซึ่งล่าสุดทราบว่าสิ่งที่ ศธ.ชี้แจง ทางกฤษฎีกาได้ประสานขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมมายัง ศธ. แล้ว

