จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค และเรื่องการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาค ส่งผลให้มีการยุบคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ และโอนอำนาจมาให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) นอกจากนี้ ได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ทำหน้าที่วางแผนการบริหารงานบุคคลและจัดสรรงบในระดับภูมิภาค แต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ หรือผู้ปฏิบัติงานในตําแหน่งต่างๆ นั้น
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่าการใช้อำนาจ ม.44 เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและจะสร้างปัญหาให้มากขึ้น บางเรื่องที่ควรทำกลับไม่ยอมทำ โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนและการพัฒนาครู ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนในการปฏิรูปการศึกษานั้น อาจจะเป็นความผิดของตนที่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด จึงทำให้นายจาตุรนต์ไม่เข้าใจหรือไม่ติดตามข่าวสาร เพราะตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศก็ดำเนินการเรื่องเหล่านี้มาตลอด ทั้งยกเลิกการอบรมในโรงแรม ไม่ให้ครูทิ้งห้องเรียน ให้มีการอบรมทางไกลแทน พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน หากนายจาตุรนต์มีเวลาก็มาพูดคุยกันได้จะชี้แจงให้เข้าใจ อย่างไรก็ตาม เห็นตรงกันว่าความสำเร็จในการจัดการศึกษาของทุกประเทศอยู่ที่ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ได้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดี ไม่ต้องไปวิ่งเต้นหรือทำอะไรอย่างที่ทราบกันอยู่ในบางพื้นที่ คำสั่งนี้จะแก้ปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคลได้ และเมื่อเราแก้ปัญหาให้ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้ายจะส่งผลดีต่อเด็กโดยตรง
“การที่คำสั่งนี้ให้อำนาจคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปฯปรับย้ายได้เลย เพื่อให้ครูและผู้บริหารปรับตัว มีความกระตือรือร้น ที่ผ่านมารัฐบาลนี้พยายามทำเรื่องปฏิรูปการศึกษาโดยไม่ออกคำสั่งพิเศษ แต่ผลออกมาช้าและไม่ทัน ขณะที่นายกฯพูดอยู่เสมอว่า เรามีเวลาเพียงปีครึ่งที่ต้องทำให้เรียบร้อยมากที่สุด แถมในร่างรัฐธรรมนูญก็ระบุว่าต้องปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เมื่อผมต้องรีบก็ขอมีอำนาจพิเศษบ้าง แต่ภายใต้อำนาจพิเศษ ก็ไม่ได้ทิ้งรูปแบบการกระจายอำนาจเดิม ยังคงมีอยู่” พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าว และว่า ส่วนที่ระบุว่าผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จะไม่มีอำนาจเหมือนเดิมนั้น ผอ.สพท.ยังคงทำหน้าที่เดิม งานที่ทำลดลงด้วยซ้ำ ทำให้มีเวลาไปดูแลสถานศึกษา ส่วนที่ว่าอำนาจการสั่งการจะไปอยู่กับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) นั้น จริงๆ แล้วเจตนารมณ์ของ กศจ.ต้องการให้บูรณาการงานการศึกษาในแต่ละจังหวัด ซึ่งเดิมการบริหารงานบุคคลไม่สามารถทำงานข้ามเขตได้ ส่วนที่มีการแชร์ข้อความว่าต่อไปครูจะไปอยู่กับท้องถิ่นและจังหวัดทั้งหมดนั้น ตนเบรกมาตลอด ขณะนี้กระแสการกระจายอำนาจสูงมากและได้พูดเสมอว่า กระจายอำนาจจะดูความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ดูที่เวลา ซึ่งขณะนี้ไม่พร้อมเลย
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการ กศจ.ที่มีผู้เสนอว่าอยากให้มาจากหลายภาคส่วน คำสั่งนี้จะให้น้ำหนักไปทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มากที่สุด เพราะไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของ สพฐ.มากที่สุด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) รองลงมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นลำดับสุดท้าย ในส่วนของนักวิชาการก็เปิดกว้างเข้ามาได้ในส่วนของผู้แทน ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนที่มองว่าไม่มีผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) มาเป็นกรรมการ จะทำให้เกิดจุดบอดในงานมัธยมศึกษานั้น กศจ.สามารถตั้งอนุกรรมการขึ้นมาได้ ซึ่งจะมาดูรายละเอียดว่าจะมาตั้งคณะอนุกรรมการใดบ้างเพื่ออุดช่องว่าง โดยได้สั่งการให้ปลัด ศธ.ยกร่างคำสั่งที่เกี่ยวข้องแล้ว อาทิ การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ กศจ. ซึ่งน่าจะไม่เกิน 2-3 ปี รวมถึงจะเร่งสร้างความเข้าใจกับศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 18 แห่ง และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในสัปดาห์หน้า

