สกศ.ถอดโมเดล ‘อะคิตะ’ ประยุกต์วิธีสอนเด็กไทย

7.02.18 | 17:08 น.

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สกศ.ต้อนรับ มร.ซูซูมุ โยเนตะ ศึกษาธิการจังหวัดอะคิตะ และคณะเจ้าหน้าที่สำนักการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดอะคิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหารือความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้การสอนเชิงรุกอะคิตะโมเดลในบริบทประเทศไทย โดยการสอนเชิงรุกแบบอะคิตะ เป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนามาจากการเรียนรู้บนพื้นฐานของปัญหา โดยมีขั้นตอนของการจัดกิจกรรม 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.รู้จักตั้งข้อสังเกตในการเรียนรู้ 2.มีความคิดเป็นของตนเอง 3.อภิปรายกันเป็นคู่/กลุ่ม/ชั้นเรียน และ 4.ทบทวนเนื้อหาและการเรียนรู้ โดยวิธีการดังกล่าวมุ่งให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งผ่านการคิดด้วยตนเอง และการสนทนาโต้ตอบ กระบวนการนี้ริเริ่มจากการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการของครูผู้สอนในลักษณะของชุมชนผู้ปฏิบัติ เริ่มจากครูวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาภาษาแล้วพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะขึ้นมาอย่างโดดเด่น ซึ่งทำให้ผลคะแนนการสอบ PISA ของนักเรียนทั้งระดับประถม และมัธยมศึกษาในจังหวัดอะคิตะสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ทั้งนี้ สกศ.วิจัยรูปแบบการใช้กลยุทธ์เชิงรุกดังกล่าวมาระยะหนึ่ง พร้อมนำอะคิตะโมเดลมาศึกษาในสถานศึกษาทดลองประเทศไทย 4 แห่ง ในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชมนตรี และโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ และพื้นที่ จ.นนทบุรี 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนประชาอุปถัมภ์ และโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560 ซึ่งเป็นกิจกรรมทางวิชาการอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาประเทศไทย

ดร.ชัยยศกล่าวว่า จากการหารือคณะผู้แทนศึกษาธิการจังหวัดอะคิตะ สกศ.เห็นถึงความสำคัญ 4 ขั้นตอนของอะคิตะโมเดล ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาการเรียนรู้ผ่านวิธีมองและวิธีคิด อย่างไรก็ตาม ครูคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาการเรียนการสอนของจังหวัดอะคิตะ ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องเร่งปรับบทบาทครูที่จะต้องพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการสอน การคิดกิจกรรมร่วมกัน การตั้งหัวข้ออภิปรายต่างๆ เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมกันแก้ปัญหาในชั้นเรียนของครูอย่างสม่ำเสมอ โดย สกศ.จะเร่งสรุปสาระสำคัญงานวิจัยอะคิตะโมเดล รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจัดทำนโยบายการศึกษาต่อไป

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ผู้วิจัยแนวทางอะคิตะโมเดล กล่าวว่า จากการวิจัยและศึกษาข้อค้นพบของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดอะคิตะ พบว่า มี 5 ปัจจัยความสำเร็จที่จะทำให้การเรียนการสอนเชิงรุกแบบอะคิตะได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อนำการทำงานเป็นทีม 2.ความร่วมมือของครอบครัว และชุมชนท้องถิ่น 3.ความร่วมมือระหว่างองค์กรทางการศึกษาที่มีความเข้มแข็ง 4.บทบาทของคณะกรรมการการศึกษาที่มีแนวคิดเชิงรุกการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ และ 5.การใช้อะคิตะโมเดลเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ

“คณะผู้วิจัยมีแนวคิดไปในแนวทางเดียวกันว่าอะคิตะโมเดลน่าสนใจ เพราะมีหลักการ และกระบวนการดำเนินงานที่ดี ภายใต้แนวคิดการสอนเด็กได้อ่าน คิด และเขียนด้วยตนเอง รู้จักมีจิตสำนึกรับผิดชอบ และได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อน จะช่วยเติมเต็มในสังคมการเรียนของเด็กไทย และมองเห็นประโยชน์ในการรับแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จจะปรากฏชัดเจนในช่วง 3 ปี ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเด็กไทย และจำเป็นต้องประเมิน และปรับปรุงการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา” ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าว