กอปศ.ชงตั้งหน่วยงานกลางคุมระบบผลิตครู

20.02.18 | 18:26 น.

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกอปศ.ว่า นาย ที่ประชุมได้พิจารณารายงานของอนุกรรมการครูและอาจารย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ปัญหาใหญ่คือคุณภาพของครู ที่จะต้องปฏิรูปตั้งแต่การผลิตครูที่ผลิตเกิน ทำให้คนที่เรียนสายครูจบมาแล้วไม่มีงานทำ ขณะที่การเข้าสู่วิชาชีพครูมีความลำบาก ซึ่งจะต้องแก้ไข เป็นความสูญเสียทั้งระบบ เมื่อได้เป็นครูแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาคือ จำนวนอัตราที่มีไม่เพียงพอกับความจำเป็น ดังนั้น จึงมีทั้งครูอัตราจ้าง ครูที่เป็นข้าราชการ และครูผู้ช่วย ซึ่งจะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น   โดยที่ประชุมมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาวิกฤต ว่ามีอะไรบ้าง รวมถึงข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ประกอบการพิจารณา โดยข้อมูลส่วนหนึ่งจะไปรวมอยู่ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.  แต่เรื่องใดที่แก้ไขได้ก่อนก็จะเสนอแนะไปยังรัฐบาลต่อไป  อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังไม่ได้สรุปว่า ต่อไปการผลิตครู จะต้องเป็นระบบปิดทั้งหมดหรือไม่นั้นยังไม่ชัด แต่คำตอบหนึ่งคือ การผลิตโดยมีการกำกับเรื่องงาน และให้ทุนการศึกษา เช่นเดียวกันการผลิตแพทย์ เมื่อจบออกมามีพันธะว่า จะต้องออกมาทำงานตามที่กำหนด เป็นต้น

นายศิริเดช  สุชีวะ ประธานอนุกรรมการครูและอาจารย์ กล่าวว่า ในส่วนของการปฏิรูปครูและอาจารย์เราจะมองการแก้ปัญหาและพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องการผลิตครู การคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพครู การพัฒนาครูที่ดีอย่างเป็นระบบ และการสร้างเส้นทางวิชาชีพให้กับครู ในส่วนการผลิตครูพบว่า ปัญหาที่ผ่านมา ที่เห็นชัดเจนคือ มีการผลิตครูเกินในบางสาขาวิชา ขณะที่ยังมีความขาดแคลนครูในหลายสาขาวิชา ซึ่งทางอนุกรรมการฯ มีข้อเสนอแนะที่ควรจะต้องเกิดขึ้นคือ ให้มีหน่วยงานกลาง ดูแลนโยบายการผลิตและการใช้ครูทั้งประเทศ โดยหน่วยงานนี้จะต้องมีอำนาจทั้งในเชิงงบประมาณและเชิงวิชาการ  ขณะเดียวกันอยากให้จำนวนหนึ่งของการผลิตครูจะต้องเป็นระบบปิด โดยทำสัญญากับผู้เรียนว่า จะได้รับทุนการศึกษาและได้รับการบรรจุให้เป็นครู ในสาขาที่ขาดแคลนและในพื้นที่ที่ขาดแคลนจริง ๆ อีกส่วนคือการสนับสนุนงบประมาณรายหัว ซึ่งหากจัดทำเป็นมาตรการจูงใจ คือ ถ้าสถาบันผลิตครูในสาขาที่เป็นความต้องการสูง จะได้รับงบฯรายหัวมากเป็นพิเศษจนเพียงพอที่จะทำให้สถาบันเหล่านั้นผลิตครูได้อย่างมีคุณภาพและลดในสาขาที่ไม่ต้องการ ซึ่งควรจะต้องมีระบบฐานข้อมูลกลาง ที่จะบอกได้ว่า ระยะยาวเรามีความขาดแคลนครูในสาขาใดบ้าง และมีความต้องการในพื้นที่ใดบ้าง โดยจัดทำเป็น Teachers Mapping เพื่อให้รู้ผลความต้องการในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

“ในส่วนสถาบันการผลิตครูแต่ละแห่งจะต้องมีความพร้อม ไม่ใช่ว่าทุกสถาบันจะสามารถผลิตได้ทุกวิชาเอก โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐาน กำหนดเงื่อนไข ของคุณภาพระดับสูง ที่จะบอกได้ว่า สถาบันใดจะผลิตสาขาใด ร่วมถึงจะต้องมีโรงเรียนร่วมพัฒนาวิชาชีพและจะต้องมีครูประจำการที่มีศักยภาพสูงในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับครูเหล่านี้ได้  เพื่อให้นักศึกษาครูได้สัมผัสกับผู้เรียนตั้งแต่ปีแรกถึงปีสุดท้าย  ที่สำคัญคือหลักสูตรการผลิตครูจะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะซึ่งบูรณาการความรู้ในหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัน   จากเดิมที่เน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ส่วนการคัดกรองครู ปัญหาที่พบ โรงเรียนยังมีความขาดแคลนครู ภายใต้ระบบการสอบบรรจุ ซึ่งยังไม่ตอบสนองการกระจายครูไปในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นอนุกรรมการฯ เสนอให้โรงเรียนได้มีโอกาสในการคัดเลือกครู ตามที่ต้องการ นอกจากนั้นจะต้องมีระบบการจูงใจในการกระจายครูไปในพื้นที่ที่ห่างไกล ขาดแคลนสมีความต้องการ โดยอาจจะต้องให้มีแต้มต่อในเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือการเลื่อนวิทยฐานะ  ส่วนการพัฒนาครู  เสนอให้มีกลไกทำให้ครูเข้าสู่วิทยฐานะได้บนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้ของครู และผลลัพธ์ของผู้เรียนไม่ให้เอกสาร  และการพัฒนาตัวเองทางวิชาชีพของครู  จัดให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้ผ่านระบบดิจิตอลโดยไม่ต้องเดินทางเข้าร่วมอบรมยังปัจจุบัน  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปครูครั้งนี้เสนอให้ มีคณะทำงานสนับสนุนช่วยทำงานธุรการต่าง ๆ ให้กับครู เพื่อให้ครูอยู่ในห้องเรียน” นายศิริเดชกล่าว