กศน.ค้านโอนท้องฟ้าจำลอง-หว้ากอให้วท.

21.02.18 | 14:11 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( ศธ.)  เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)ขอรับโอนศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) จากศธ. ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติใดๆ  เรื่องนี้ทางวท.เสนอขอรับโอนศูนย์วิทยาศาสตร์ทั้ง 2 แห่ง เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของประชาชนจริง ๆ  ตนจึงได้นำเข้าหารือในที่ประชุมองค์กรหลักของศธ. ซึ่งที่ประชุมก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็ยังไม่ใช่ข้อยุติ เพราะต้องมีขั้นตอนตามกฎหมาย ต้องศึกษารายละเอียด ระเบียบต่าง ๆ รวมถึงต้องมีการวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย อีกหลายขั้นตอน และยังต้องศึกษาเรื่องกำลังคน เรื่องงบประมาณอีกด้วย

รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์ของอุทยานวิทยาศาสตร์ ณ หว้ากอ ยิ่งใหญ่มาก  ตอนซื้อที่ดิน 500 ไร่เพื่อสร้างก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)สมัยนั้น แต่หลังจากนั้นจนถึงวันนี้กลับไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร สำหรับปีนี้ก็จะครบ 150 ปี ของการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  เสด็จฯทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่บ้านหว้ากอ ในวันที่ 18 สิงหาคม 2411 ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาตนได้มอบหมายให้เตรียมการเฉลิมฉลองและบูรณะไว้แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับงบประมาณ  ดังนั้นเมื่อ รัฐมนตรีว่าการวท. เสนอมาโดยหลักการก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็ต้องหารือกันอีกหลายขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ใช่จะยกให้ใครได้ทันที

“ตอนนี้คนที่คิดว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบ อย่าเพิ่งกังวลใจ และก็คงมีคนมาต่อต้าน แต่ก็อยากให้มองว่ายังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องพูดคุยกันทั้งผลดี ผลเสีย กฎหมายจะทำได้หรือไม่ และใครจะเป็นคนอนุมัติ เพราะเรื่องนี้อยู่นอกเหนือกระทรวงศึกษาธิการแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าจะต่อต้านก็ขอให้ต่อต้านในขั้นตอน โดยเอาประเทศเป็นตัวตั้ง”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นายทวีศักดิ์  วิศิษฎางกูร นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตไทย(สศทช.)กล่าวว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมา ประชาคมศูนย์วิทยาศาสตร์ รู้สึกไม่สบายใจ และมีความห่วงใยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเมื่อโอนไปสังกัดวท. จะสามารถจัดในมิติของการศึกษาได้หรือไม่ และเกรงว่า จะถูกปรับให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งจะต้องมีเรื่องของการหาเงินรายได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้องมีการเรียกเก็บเงินค่าผ่านประตูในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่หลักการของการเป็นสถานศึกษา