หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ‘หมอธี’เชิญแบ...

‘หมอธี’เชิญแบงก์ชาติร่วมเคลียร์เอ็มโอยูออมสิน-สกสค.เร่งเช็คบัญชีช.พ.ส.

26.02.18 | 17:11 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการสกสค.และคณะกรรมการบริหารองค์การค้า(อค. )ของสกสค. ที่มีนพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เป็นประธานว่า   สำนักงานสกสค.รายงานความคืบหน้า   การจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู กับธนาคารออมสินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งล่าสุดทางธนาคารออมสิน ยืนยันกลับมาแล้วว่า ไม่สามารถลดดอกเบี้ย หรือหากใช้แนวทางพักชำระหนี้ 3 ปี ขอให้ทางธนาคารขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปด้วย เช่น สัญญาเดิมกำหนดชำระหนี้ 30 ปี ให้ขยายเป็น 33 ปี ไม่เช่นนั้น หากพักชำระหนี้ 3 ปี ปีที่ 4 ครูจะต้องรับภาระหนี้สินมากกว่าเดิม ตามที่สำนักงานสกสค.เสนอได้ โดยทางธนาคารให้เหตุผลว่า การลดดอกเบี้ยอาจทำให้ธนาคารมีความเสี่ยง  ส่วนเหตุผลที่ไม่ขยายเวลาการชำระหนี้นั้น ทางธนาคารชี้แจงว่า ขอให้ยึดตามสัญญาเงินกู้ที่ทำปัจจุบัน ซึ่งกำหนดว่า หากผู้กู้ยังสามารถชำระเงินได้ตามเงื่อนไขในสัญญานี้ ไม่มีเหตุผิดนัดสัญญา และผู้กู้หรือผู้ให้กู้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้บอกเลิกสัญญาให้ถือว่า สัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต่อไปคราวละ 1 ปีต่อไป ทั้งนี้นพ.ธีระเกียรติ ค่อนข้างกังวลกับเรื่องดังกล่าว จึงขอให้ทางสำนักงานสกสค.  เชิญ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มาหารือ รวมถึงจะเชิญผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ทปท.) เข้าร่วมหารือด้วยเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากธนาคารออมสินไม่รับข้อเสนอมีแนวโน้มจะมีการพูดคุยกับสถาบันการเงินอื่นหรือไม่ นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ

นายพินิจศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังหารือกรณีการขายหุ้นคืนให้แก่บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ซึ่งกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.)ซื้อจากบริษัทหนองคายน่าอยู่ ราคาหุ้นละ 25 บาท รวม 800 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนบ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย โดยมีเงื่อนไขให้ซื้อคืนภายในระยะเวลา 5 ปีนั้น  จนถึงขณะนี้ทางบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ ยังไม่การทำแผนการซื้อหุ้น  คืนมายังสำนักงานสกสค. รวมถึงยังไม่มีการชำระหนี้คืนแม้แต่งวดเดียว ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้สำนักงานสกสค. ทำหนังสือถึงบริษัท หนองคายหน้าอยู่ฯ ว่า สำนักงานสกสค. จะขายหุ้นคืนรวมถึงจะพิจารณาว่า จะประกาศขายหุ้นคืนเป็นการทั่วไปด้วย แต่จะต้องดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของสกสค.นั้น อยากให้เป็นการขายหุ้นเพียงครั้งเดียวจบ ไม่ทยอยขายตามข้อตกลงเดิม  ส่วนจะขายในราคาที่ซื้อ คือ 25 บาท หรือขายในราคาพาท์ 10 บาทนั้น ส่วนตัวถ้าให้ตอบก็คงต้องบอกว่า อยากขายในราคาที่ซื้อมา ซึ่งตอนนี้คงยังตอบไม่ได้ว่าจะขายราคาเท่าไร

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สำนักงานสกสค.รายงาน ผลการตรวจสอบการเงินกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ตามโครงการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม(ช.พ.ส.) ปี 2558 ที่ได้จ้างบริษัทเอกชนตรวจสอบซึ่งทางบริษัทแจ้งว่า  ไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นได้” ดังนั้น ที่ประชุมมีมติให้ สกสค.ไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยให้ไปดูว่าในการดำเนินการตรวจสอบที่ผ่านมา ที่ทางบริษัทขอเรียกดูเอกสารต่างๆและไม่ได้รับนั้น เป็นเพราะเหตุผลใด เช่น เอกสารไม่มีอยู่จริง มีการสูญหาย หรือไม่มีการส่งมอบให้ ตรงนี้ต้องไปดูข้อเท็จจริง ถ้ากรณีเอกสารสูญหายให้ดำเนินการแจ้งความด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สกสค.ไม่เคยดำเนินการตรวจสอบระบบบัญชีของโครงการ ช.พ.ส.เลย จึงต้องการใช้เป็นข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ประชุมมอบหมายให้ สกสค.ไปจัดระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและทันสมัย โดยปัจจุบันช.พ.ส.มีบัญชีที่เหลือทั้งหมด ประมาณ 18,000 บัญชี  จากจำนวนสมาชิกทั้งมหดประมาณ 3.8  แสนคน

“สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการบริหารอค.นั้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้อค. จ้างโรงพิมพ์ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ในการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน คือ กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภูมิศาสตร์ ประมาณ 8 ล้านเล่ม  จากจำนวนที่ต้องจัดพิมพ์ทั้งหมดประมาณ 9 ล้านกว่าเล่ม เนื่องจากทางอค.ประเมินแล้วว่า มีความสามารถในการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวได้เพียง 1 ล้านกว่าเล่ม หากไม่จ้างโรงพิมพ์มาร่วมจัดพิมพ์จะไม่สามรถพิมพ์หนังสือได้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยที่ประชุมเห็นชอบให้อค.ทำหนังสือ เชิญโรงพิมพ์ของรัฐไม่เกิน 3 แห่งเข้าร่วมประกวดราคา  ภายในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะสามารถจัดพิมพ์หนังสือได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561”นายพินิจศักดิ์กล่าว

Advertisement