หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ‘อนันต์’ แจงก...

‘อนันต์’ แจงกำหนดขอบเขตเมืองพิมายตาม กม.หลังถูก ‘โรงสี-ปั๊ม-บ้านหรู’ บุกรุก (คลิป)

1.03.18 | 10:50 น.

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ที่กรมศิลปากร นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวในการแถลงข่าวกรณีที่กรมศิลปากรจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองพิมาย จ.นครราชสีมา ว่า กรณีที่กรมศิลปากรจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองพิมาย โดยกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวรวมตัวคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของอธิบดีกรมศิลปากรนั้น เมืองพิมายเป็นศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 มีอายุกว่า 1 พันปี ปราสาทหินพิมายก่อสร้างก่อนปราสาทนครวัดประเทศกัมพูชาเล็กน้อย นอกเหนือจากปราสาทพิมายแล้ว ตัวเมืองพิมายยังมีความสำคัญ เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงเมืองและคูเมืองล้อมรอบ แต่ชุมชนในปัจจุบันได้เข้าไปอยู่อาศัย จนไม่เห็นสภาพความเป็นกำแพงเมืองที่มีความแข็งแรง ในเมืองนอกจากปราสาทหินพิมายแล้ว ยังมีสระน้ำโบราณ เมรุพรหมทัต กุฏิฤๅษี ท่านางสระผม ถนนโบราณเชื่อมต่อจากปราสาทไปยังด้านหน้าเมืองอันเป็นที่ตั้งของบาราย หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ด้านทิศใต้ ด้วยคุณค่าความสำคัญดังกล่าว กรมศิลปากรจึงได้จัดทำบัญชีโบราณสถานและประกาศชื่อโบราณสถานเมืองพิมายในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน 2479 เพื่อกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ เพียงแต่ในตอนนั้นยังมิได้กำหนดขอบเขตว่าพื้นที่กี่ไร่ แต่ความเป็นเมืองพิมายทั้งหมด จะถูกคุ้มครองด้วยการประกาศขึ้นทะเบียนดังกล่าวในเบื้องต้น

แนวคันดินถนนโบราณ

นายอนันต์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันชุมชนเมืองพิมายมีการขยายตัวเป็นอำเภอหนึ่ง เป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัด ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็วจนไม่เห็นความเป็นตัวเมืองโบราณ กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานหลักของรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะปกป้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อรักษาให้คงอยู่ จึงจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตให้มีความชัดเจนมากขึ้น มีการประชุม ศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 2550 เพราะตระหนักว่าหากชุมชนมีการขยายตัวหนาแน่น อนาคตอาจจะมีปัญหา ยืนยันว่าอธิบดีกรมศิลปากรไม่ได้ลุแก่อำนาจหรือทำผิดกฎหมาย เพราะใน พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 7 ให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้นทะเบียนโบราณสถานใดๆ ตามที่เห็นสมควร และให้มีอำนาจในการกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควร เป็นเขตของโบราณสถาน โดยให้ถือว่าเป็นโบราณสถานด้วย ขณะเดียวกันในมาตรา 7 ยังระบุด้วยว่า การขึ้นทะเบียน หากมีเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ที่จะทำการขึ้นทะเบียน ให้กรมศิลปากรแจ้งหนังสือไปยังผู้ถือครอง ซึ่งทางกรมศิลปากรมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายจำนวน 1,665 ราย พื้นที่ประมาณ 2,658 ไร่ 25 ตารางวา หากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินไม่เห็นด้วย หรือมีข้อโต้แย้งประการใด ก็ให้ใช้สิทธิร้องต่อศาลปกครองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่กรมศิลปากรแจ้งให้ทราบ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใช้สิทธิร้องต่อศาลเลยแม้แต่รายเดียว มีแต่เสียงออกมาคัดค้านจากคนกลุ่มหนึ่ง

Advertisement

บารายหรืออ่างเก็บน้ำด้านทิศตะวันออก

“เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน หากผู้ถือครองไม่พอใจก็สามารถร้องต่อศาล ถือเป็นการคัดค้านไปในตัว เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจอธิบดีเบ็ดเสร็จ กรมศิลปากรดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน และได้ชี้แจงต่อชาวบ้านอยู่ตลอดว่าการประกาศขอบเขตโบราณสถานเพื่อปกป้องคุ้มครอง ไม่ได้เพิกถอนโฉนด ไม่ได้ให้คนที่อยู่อาศัยออกไปจากตัวเมืองพิมาย ไม่ได้ลิดรอนสิทธิแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อมีการกำหนดขอบเขตแล้ว เรามีโอกาสที่จะเข้าไปจัดระเบียบวางมาตรการในการดูแล และอาจจะกระทบสิทธิบ้าง เช่น ในเรื่องการก่อสร้างอาคารที่ต้องกำหนดความสูงเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินไม่ให้อาคารมารุกล้ำ บดบังโบราณสถาน หรือการจัดกิจกรรมบางประเภทที่เราเห็นว่าอาจจะกระทบต่อความเป็นเมืองโบราณสถาน อยากให้เข้าใจว่าพื้นที่โบราณสถานเป็นพื้นที่พิเศษ กรมศิลปากรขึ้นทะเบียน มิได้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล แต่เพื่อปกป้องคุณค่าโบราณสถาน ประโยชน์จะตกกับชุมชนและจังหวัดเอง ทั้งนี้ กรมศิลปากรตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถาน มีการเตรียมพร้อมผลักดันให้เมืองพิมายและเมืองบริวารอื่นๆ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องมีมาตรการในการปกป้องคุ้มครองโบราณสถานด้วย” นายอนันต์กล่าว

นายอนันต์กล่าวอีกว่า กรมศิลปากรทำงานโดยอาศัยกฎหมายเป็นหลัก และคิดว่านอกเหนือจากกฎหมายแล้ว ได้พิจารณาแล้วว่าการกำหนดขอบเขตเป็นการทำงานเพื่อปกป้องรักษาโบราณสถานอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น บาราย ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ยาวถึง 2 กิโลเมตร ปัจจุบันแทบจะมองไม่เห็น เพราะมีการเข้าไปบุกรุก ถมที่ทำโรงสี ทำปั๊มน้ำมัน สร้างบ้านหลังใหญ่ ไม่ใช่สถานที่เล็กๆ เพื่อหาเช้ากินค่ำ ฉะนั้น การดำเนินการครั้งนี้เพื่อป้องกันและรักษาโบราณสถานให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เหลือสืบทอดส่งต่อไปถึงลูกหลาน

ปราสาทพิมาย

เมรุพรหมทัต

กุฏิฤๅษี

ประตูชัย

แผนที่แนวกำหนดเขตที่ดิน โบราณสถานเมืองพิมาย

แผนที่แนวกำหนดเขตที่ดิน โบราณสถานเมืองพิมาย