ศมส.ถอดบทเรียน’กรุงธนบุรี’ปลุกสำนึกชุมชนร่วมดูแล

2.03.18 | 15:29 น.

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.)องค์การมหาชน มีการจัดสัมมนา “ธนบุรีในวัฏจักรการเปลี่ยนแปลง : มองผ่านชีวิตคนและชุมชน” นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้เห็นชอบให้มีการจัดกิจกรรม โครงการ ในโอกาสเฉลิมฉลองกรุงธนบุรีครบรอบ 250 ปี ศมส.จึงได้จัดสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ สังคม วิถีชีวิต ของคนไทยสมัยกรุงธนบุรีที่สืบทอดมายาวนานสู่กรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันโดยจากการสำรวจข้อมูลพื้นที่ฝั่งธนบุรีทุกวันนี้ พบว่า มีการพัฒนาความเจริญด้านต่างๆ  ทำให้วิถีชีวิตชุมชนริมน้ำและชุมชนชาวสวนแบบเก่าเปลี่ยนไปเป็นชุมชนเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในฝั่งธนบุรี ก็มีความแตกต่างกัน มีทั้งกลุ่มคนดั้งเดิมที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีน มุสลิม และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และคนกลุ่มใหม่ที่อพยพย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อเป็นแรงงานในภาคส่วนต่างๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติซึ่งการสัมมนานี้คาดหวังใจให้เกิดการร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์ ทั้งบ้านเรือน วิถีชุมชนโบราณสถาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองอย่างเหมาะสมตามยุคสมัย

นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผอ.ศมส.กล่าวว่า ในการสัมมนาได้นำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมของคนกลุ่มต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธนบุรี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งมีความน่าสนใจมาก  เพราะปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ จนเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่น ซึ่งเกิดจากการพัฒนาทางสังคม   ทำให้วิถีชุมชนประเพณีท้องถิ่น การประกอบอาชีพ ตลอดจน อาคารบ้านเรือนเก่าเสื่อมสภาพ และกำลังจะสูญหายไป ดังนั้น ในการสัมมนาครั้งนี้  นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมในการทำความเข้าใจ และการตระหนักถึงการอยู่กับความหลากหลาย และการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ธนบุรีในปัจจุบัน ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจำเป็นต้องร่วมมือศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังจะเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้คนในย่านฝั่งธนบุรี ได้ร่วมกันดูแลชุมชนของตัวเอง รวมทั้งให้ผู้รู้ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ธนบุรีได้จัดระบบความคิดกระบวนการแก้ปัญหา และถอดบทเรียนจากการทำงานเพื่อฟื้นฟู สืบทอด อนุรักษ์ และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเองให้มีความเข้มแข็งต่อไปอย่างยั่งยืน