นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา และกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กอปศ. ว่า ได้รายงานให้ที่ประชุม กอปศ.รับทราบถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา โดยประเทศไทยต้องการคนจบด้านอาชีวะจำนวนมาก แต่สัดส่วนคนเรียนน้อย เนื่องจากเรียนสายสามัญ 67% สายอาชีวะแค่ 33% ถ้าตั้งเป้าให้อยู่ที่ 50:50 คงยาก โดยปัจจุบันสัดส่วนเด็กสายอาชีวะทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) รวมถึงระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคน แยกเป็นสถานศึกษาของรัฐ 70% และเอกชน 30%
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอาชีวะมีปัญหาใหญ่ๆ ดังนี้ 1. ขาดแคลนครูผู้สอนที่รู้เรื่องการปฏิบัติและมีทักษะการถ่ายทอด นำไปสู่การจ้างครูอัตราจ้างชั่วคราวซึ่งคาดหวังจะได้บรรจุเป็นข้าราชการ แต่ความจริงแล้วอัตราสำหรับการบรรจุมีน้อย ส่วนแนวทางแก้ไข มองว่าต้องยกสมรรถภาพครูให้มีศักยภาพในเชิงปฏิบัติมากขึ้น ร่วมมือกับภาคเอกชนส่งครูไปฝึกงานกับภาคเอกชน และตั้งสถาบันฝึกอาชีพแห่งชาติ (National Training Center) เพื่อส่งเสริมให้ครูทดลองฝึกฝนก่อนลงมือสอน 2.หลักสูตรไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบันและอนาคต ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน สถานประกอบการ 3.ครุภัณฑ์ โดยพบว่าสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนขาดแคลนวัสดุครุภัณฑ์ที่ทันสมัยและไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา เสียบ่อย ทำให้เกิดแรงจูงใจให้เด็กอยากเรียน ดังนั้นควรร่วมมือกับสถานประกอบการเพราะมีเครื่องมือทันสมัย แต่เกิดปัญหาอีกว่าเมื่่อภาคเอกชนเข้าไปบริจาคอุปกรณ์ให้กับสถานศึกษา จะเกิดความยุ่งยากในการดูแลจัดเก็บอุปกรณ์และเป็นภาระด้านงบประมาณในการดูแลรักษา ทำให้สถานศึกษาไม่อยากได้
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า 4. การจัดการศึกษาทวิภาคี เป็นเรื่องดีที่นักศึกษามีโอกาสฝึกงานกับสถานประกอบการ 1 ปี แต่มีแค่ 14% ของผู้เรียนที่มีโอกาสนี้ ปัญหาเกิดจากผู้ปกครองไม่อยากส่งลูกไปฝึกงานไกล ครูไม่อยากให้เด็กไปฝึกงานทวิภาคีเพราะกลัวว่ามีเวลาสอนลดลงและมีรายได้ลดลง ผู้ประกอบการขาดความเข้าใจระบบทวิภาคี อาจจะไม่มีแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการพอสมควร เพราะต้องดูแลและสอนงานเด็ก ฉะนั้นอาชีวะควรมีอะไรตอบแทนให้กับสถานประกอบการ 5.การผลิตบุคลากรไม่ตรง/น้อยกว่าความต้องการ ขาดสมรรถนะในการปฏิบัติงาน จบแล้วไม่สามารถทำงานทันที ฉะนั้นมองว่าแทนที่อาชีวะจะส่งเด็กไปฝึกที่สถานประกอบการอย่างเดียว แต่ควรให้สถานศึกษาเป็นเหมือนสถานประกอบการ เหมือนกับเกาหลีที่จับกับสถานประกอบการมาสร้างโรงงานในห้องเรียน 6.ปัญหาการจัดการอาชีวศึกษา สถานประกอบการต้องการสาขาอุตสาหกรรมสูงมาก ปรากฏว่าในเด็กทั้งหมดที่เรียนสายอาชีวะ 1 ล้านคน มีเลือกเรียนสาขาอุตสาหกรรมเพียง 50 % และ 30 % เลือกสายพาณิชกรรมและบริหารธุรกิจซึ่งจบมาแล้วมีงานน้อยมาก ต้องมาหาทางว่าทำอย่างไรให้สถานศึกษาโดยเฉพาะสถานศึกษาอาชีวะเอกชนจับมือกับภาคเอกชนและพัฒนาหลักสูตรและเปลี่ยนสาขาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสาขาใหม่ๆ ที่เป็นความต้องการที่สูงขึ้น อาทิ สาขาพลังงาน สาขาระบบราง สาขาการบิน
“หลักๆ มองว่าให้ภาคเอกชน สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาครู เครื่องมือ หลักสูตร ตลอดจนต้องไปหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้สถานศึกษาอาชีวะเอกชนสามารถเปลี่ยน/เปิดสาขาที่ภาคเอกชนต้องการมากยิ่งขึ้น รัฐจะช่วยอะไรได้บ้าง รวมถึงการสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวะเอกชนให้มีศักดิ์ศรีเหมือนกับสถานศึกษาอาชีวะของรัฐ ส่วนสถาบันฝึกอาชีพแห่งชาติ จะสามารถพัฒนาทักษะร่วมกับภาคเอกชนได้ ซึ่งอาจต้องไปดูกฎหมายว่าจะสามารถใช้ช่องทางอย่างไรได้บ้างที่จะให้ผู้ประกอบการเข้ามาจับมือกับอาชีวะ” นายอนุสรณ์ กล่าว
ด้าน นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน กอปศ. กล่าวว่า จุดยืนและความเชื่อในสังคมขณะนี้ ยังไม่ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาเพียงพอ สังคม ผู้ปกครอง และเด็กยังมองไม่เห็นอนาคตของอาชีวะ และมองว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าการศึกษาโดยรวม ทั้งที่อาชีวะมีความสำคัญต่อประเทศ


