เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 มีนาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายวิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพบนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ.เพื่อตรวจสอบกรณีมีการโอนเงินจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ศธ. ไปยังบัญชีของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องระหว่างปี 2551-2561 เป็นเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท ว่า วันนี้มารับเอกสารสำคัญ เช่น คำสารภาพของราชการระดับ (ซี) 8 และข้อมูลการเคลื่อนไหวของบัญชีทั้ง 22 บัญชี และอาจจะตั้งข้อหาเพิ่มเติม เพราะนอกจากจะโดนเรื่องทุจริตแล้ว จะมีข้อหาเพิ่มเติมคือ ความผิดทางอาญาฐานฟอกเงินอีกด้วย
“ในไม่ช้า ปปง.น่าจะมีผลที่ชัดเจนออกมา ถ้าเอกสารครบถ้วน เรื่องนี้เจ้ากระทรวงต้นสังกัดเต็มที่เต็มร้อย ต้องชื่นชม ทางรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ศธ.และปปง. ไม่ได้นิ่งนอนใจจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญเรื่องปราบปรามการทุจริต ” นายวิทยา กล่าว
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องการอายัดเงิน 22 บัญชีนั้น วันนี้ศธ.ให้การร่วมมืออย่างดี โดยศธ.ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ มาให้ครบถ้วน ชัดเจน ประกอบด้วย เอกสารคำรับสารภาพของข้าราชการซี 8 เอกสารรายการเดินบัญชี (Statement) และบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ปปง. ขอไปตรวจสอบรายละเอียดก่อนเพื่อขยายผลว่ามีใครที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ โดย ปปง. จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้มีผลการดำเนินงานที่ชัดเจน เพราะไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน เชื่อว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานจะสามารถสรุปผลและนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงาน ปปง. ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม โดยคณะกรรมการธุรกรรม เป็นผู้มีอำนาจในการอายัดทรัพย์สิน ซึ่งจะพิจารณาว่าจะมีการอายัดทรัพย์อะไรบ้าง อย่างไรก็ตามเงินเหล่านี้แม้จะมีการจำหน่ายถ่ายโอนไปแล้ว แต่ปปง.สามารถติดตามกลับมาได้ แต่ต้องดูว่าทรัพย์จะเหลือเท่าไร ปปง.จะตรวจสอบขยายผลสืบสวนต่อไป
“เนื่องจากกรณีนี้ ศธ.เป็นผู้เสียหาย ถ้าติดตามทรัพย์ดังกล่าวกลับมาได้ ต้องคืนให้กับ ศธ ไม่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนกรณีที่มีการเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินที่เป็นการยักยอก ฉ้อโกงนั้น นอกจากจะมีความผิดฐานทุจริตซึ่งเป็นคดีอาญาแล้ว จะมีความผิดฐานฟอกเงินด้วย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี การทำผิดทางมูลฐานของกฎหมาย ปปง. ผู้ที่รับโอนทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิด สำหรับบัญชีที่ปิดไปแล้วก็สามารถไล่ได้ว่าเงินไปอยู่ที่ใครและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีนั้นจะต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบด้วย” นายวิทยากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเปิดเผยชื่อข้าราชการซี 8 ที่รับสารภาพผิดได้หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ไม่ควรพูดชื่อในขณะนี้ เนื่องจากข้าราชการซี 8 เป็นผู้ต้องหาและเรื่องยังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี จึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ถ้ามีการเปิดเผยชื่อ ขอให้ระมัดระวังและรับผิดชอบกันเอาเอง การบอกชื่อข้าราชการรายนี้ ควรจะมีการดำเนินการในทางกฎหมายระดับหนึ่งก่อน แต่ในระหว่างที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ต้องระมัดระวังในเรื่องการเปิดชื่อ เข้าใจว่าสังคมต้องการรู้ ซึ่งก็คิดว่าจะมีความชัดเจนในไม่ช้านี้ ทั้งนี้ศธ.ทำงานเร็วมาก สัปดาห์หน้าจะมีความคืบหน้าในเรื่องการดำเนินการทางวินัย
เมื่อถามต่อว่า ทำไมมีการปล่อยหละหลวมมาถึง 10 ปีถึงทราบเรื่อง นายวิทยา กล่าวว่า เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้น กองทุนเสมาฯ มีการวางระเบียบค่อนข้างรอบคอบ รัดกุม แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นมา น่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจกันเลยอาจไม่มีการตรวจสอบว่าได้มีการโอนเงินไปยังสถานศึกษาจริงหรือไม่ ส่วนการทุจริต ศธ.ต้องไปดูว่าผู้บังคับบัญชามีความผิดทางวินัยฐานเลินเล่อหรือมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ซึ่งตรงนี้จะมีความผิดฐานมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตามในอนาคต ปปง.และศธ.จะต้องร่วมกันทำงานให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องตรวจสอบเนื่องจาก ศธ.มีคนเยอะ มีงบประมาณจำนวนมาก ต้องมีมาตรการป้องปราม
ด้านนายการุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางปปง. ความร่วมมือและแนะนำการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างดี ขณะนี้ ตั้งกรรมการสืบสวนข้องเท็จจริงแล้ว เร็วๆ นี้จะรู้ว่าผู้บังคับบัญชาระหว่างทางที่มีการโอนเงินได้ทำตามหน้าที่หรือไม่ต้องดูให้ละเอียดอีกต่อไป ทั้งนี้ในอนาคต ศธ.และปปง.จะทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ เอ็มโอยู ร่วมกันเพื่อร่วมกันตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ด้วย
ส่วนความหละหลวมที่เกิดขึ้นจะไปแก้ไข ปรับปรุง กฎระเบียบ เพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องควรจะนำระบบ ICT (ไอซีที) เข้ามาใช้ในการตรวจสอบเกี่ยวกับการตรวจสอบและเบิกจ่ายเงินหรือไม่ นายการุณ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พูดถึงแนวทางนี้และหาแนวทาง มาตรการในการดูแลเรื่องนี้
ผู้สื่อรายงานว่า หลังจากข้าราชการซี 8 รับสารภาพ ศธ.ก็ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการซี 8 รายดังกล่าวพ้นจากหน้าที่ในการดูแลกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต และให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มงานอื่นของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) โดยหลังจากมีคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มงานอื่น ทางข้าราชการรายดังกล่าวก็ได้เดินทางไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้ขออนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและจนถึงขณะนี้ยังไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ศธ.และเมื่อผู้สื่่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามข้าราชการรายดังกล่าว ปรากฏว่าไม่รับสาย

