นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กรณีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบพบการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งมีการโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 รวมเป็นเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท โดยมีข้าราชการระดับ (ซี) 8 รับสารภาพ และอ้างว่าทำคนเดียว แต่ ศธ.คาดการว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระบวนการอีก โดยตรวจพบว่ามีการโอนเข้าบัญชีบุคคล 22 บัญชี และ ศธ.ได้แจ้งความดำเนินคดีในฐานะผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดว่า กองทุนเสมาฯเป็นกองทุนเฉพาะเรื่อง มีวัตถุประสงค์ช่วยเด็กในยุคตกเขียวที่เสี่ยงต่อการตกเป็นโสเภณีเด็ก โดยกองทุนเสมาฯมีลักษณะเป็นกองทุนปิด คือรับรู้กับแค่คนใน ศธ.เท่านั้น
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ในความคิดเห็นของตน การแก้ปัญหาการทุจริตเงินกองทุนเสมาฯมี 5 ประเด็น คือ 1.กองทุนเสมาฯ จะต้องเป็นกองทุนเปิด คือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร จำนวนเงิน การดำเนินงานต่างๆ ได้ 2.ควรมีคณะกรรมการ ซึ่งเป็นบุคคลที่มาจากภายนอก เช่น ภาคประชาสังคม ข้าราชการ ผู้เชี่ยวชาญปัญหาเด็กและเยาวชน และสื่อมลวชน เข้ามาเป็นคณะกรรมการ มีวาระการประชุม และรายงานผลที่ชัดเจน 3.ระบบธรรมาภิบาลไม่มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใสหายไป ผู้บริหารภายใน ศธ.ควรให้ความใส่ใจมากกว่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า การบริหารเงินกองทุนต่างๆ เป็นระบบราชการมากเกินไป มีความรับผิดชอบที่ต่ำ หากผู้บริหารขาดความใส่ใจจะกลายเป็นจุดอ่อน เป็นช่องว่างทำให้เกิดวัฒนธรรมในระบบราชการที่เรียกว่า ทำกันตามระบบ คือไว้เนื้อเชื่อใจกันมากเกินไป 4.ผู้ดูแลเงินกองทุนควรกำหนดเป็นวาระ 1-2 วาระ ไม่ควรให้ใครคนใดคนหนึ่งดูแลระบบเงินกองทุนฯ เป็นระยะเวลายาวนาน 5.กองทุนเสมาฯ ยังจำเป็นต้องมีอยู่ เพียงแต่ต้องปรับวัตถุประสงค์ เพื่อให้ทันกับปัญหา และให้เข้าสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งปรับปรุงระบบตรวจสอบให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
“คำถามที่ตามมาคือ ศธ.เป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก เหตุใดประสิทธิภาพ และคุณภาพถึงต่ำ การบริหารเงินกองทุนสะท้อนออกมาให้เห็นว่าระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครตั้งข้อสงสัย หรือตั้งคำถามในประเด็นเหล่านี้มาก่อน อีกทั้งทำไม ศธ.ถึงมีแต่ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นออกมาบ่อย จุดนี้จำเป็นต้องรื้อ ปรับ ทบทวน และแก้ไขครั้งใหญ่ในระบบการทำงานของ ศธ.ต้องเข้มงวด เอาจริงเอาจัง ต้องทนกับคำวิจารณ์ ปรับปรุงระบบการเงินให้โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากไม่จัดการอย่างเด็ดขาด จะมีกลุ่มคนที่มุ่งหาแต่ผลประโยชน์อยู่ต่อไป และในส่วนของข่าวที่ออกมาในขณะนี้ ว่ามีข้าราชการซี 8 รับสารภาพผิด และมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 4 คนนั้น ผมไม่เชื่อว่ามีข้าราชการที่กระทำผิดเพียง 5 คน ขึ้นอยู่กับ ศธ.จะกล้าตรวจสอบกันอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะเป็นเงินจำนวนไม่น้อย และทำมาเป็น 20-30 ปี” นายสมพงษ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ ศธ.ได้ตรวจสอบการโอนเงินกองทุนเสมาฯ ตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งมีการอนุมัติเงิน 166,347,721 บาท โอนเข้าบัญชีหน่วยงาน 77,531,072 บาท และเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล 88,816,640 บาท ซึ่งแต่ละปีจะมีตัวเลขการโอนเงินเข้าบัญชีหน่วยงาน และบัญชีบุคคล ชัดเจน ยกเว้นปี 2551 และปี 2553 อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดของ ศธ.ซึ่งเป็นการตรวจสอบข้อมูลการบันทึกบัญชีในระบบ GFMIS พบว่า มีการโอนเงินกองทุนเสมาฯ แต่ไม่ปรากฏเอกสารประกอบการเบิกจ่ายกว่า 30 ล้านบาท ดังนี้ ปี 2551 โอนเงินจากบัญชี 059-2-04067-4 จำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 โอน 7,567,157 บาท ครั้งที่ 2 โอน 8,157,165 บาท และครั้งที่ 3 โอน 3,275,828 บาท รวม 19,000,150 บาท และปี 2553 โอนเงินจากบัญชี 059-1-33725-8 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 โอน 9,562,684 บาท และครั้งที่ 2 โอน 1,920,024 บาท รวม 11,482,708,00 บาท โดยระบบได้ยืนยันการโอนเงินเรียบร้อยในช่วงปี 2551 และปี 2553 รวมกว่า 30 ล้านบาท แต่กลับไม่พบเอกสารว่าโอนเข้าบัญชีใคร ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างค้นหาว่าเอกสารดังกล่าวหายไปไหน

