ลุ้นกมธ.ผ่านกม.กองทุนเสมอภาค กอปศ.ชงยกเครื่องระบบงบ อุ้ม4.3ล้านคน

21.03.18 | 16:38 น.

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และองค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพฯ จัดเวทีวิชาการร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งนี้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และกรรมการ กอปศ. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้กอปศ.ยกร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ก่อนประกาศใช้ จึงเป็นที่มาของการจัดประชุมทางวิชาการเพื่อรับฟังข้อมูลทางวิชาการและประสบการณ์ในระดับนานาชาติที่เป็นประโยชน์ต่อการตรากฎหมาย ซึ่งรัฐบาลและกอปศ.เห็นตรงกันว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ แม้ว่าที่ผ่านมาการลงทุนงบประมาณทางการศึกษาจะสูงกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนถึงเกือบ 2 เท่า แต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงอยู่ ยังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 670,000 คน ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาหรือราว 5% ของประชากร เพราะความยากจน โดยองค์การยูเนสโกประเมินว่ามีเด็กหลายคนที่มีศักยภาพในการเรียนต่อแต่ต้องออกจากระบบการศึกษาซึ่งจะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 1.7% ของจีพีพีประเทศไทยต่อปี คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท

“ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ยังพบว่ามีนักเรียนยากจนในระบบการศึกษามากกว่า 2 ล้านคนที่ครอบครัวมีรายได้ต่อคนต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาทหรือวันละ 100 บาท ขณะที่การจัดสรรงบประมาณเพื่อเด็กเยาวชนยากจนมีเพียงวันละ 5-15 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย งบส่วนนี้รวมปีละ 3,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.5% ของงบประมาณการศึกษาของประเทศ และไม่ได้รับจัดสรรเพิ่มขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ขณะที่งบด้านการศึกษาของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวต่อว่า กอปศ.จึงกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 7 กลุ่ม คือ เด็กปฐมวัยในครอบครัวยากจน เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกระบบการศึกษา นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสในระบบการศึกษา เยาวชนและประชาชนที่ยากจนและต้องการการพัฒนาศักยภาพ ครูและสถานศึกษาผู้ดูแลเด็กเยาวชนในกลุ่มเป้าหมายของกองทุน รวมทั้งสิ้น 4.3 ล้านคน โดยมีหลักการจัดการงบแบบใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4 ข้อคือ 1. ความคุ้มค่าแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัยที่ยากจน เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน 2. ลงทุนให้เพียงพอ โดยกองทุนจะเป็นหลักประกันให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการจัดสรรจากเงิน 5 บาทแรกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเสมอ ไม่ว่านโยบายการศึกษาจะเปลี่ยนไปก็ตาม ด้วยหลักการ “เปลี่ยน 50 สตางค์สุดท้าย เป็น 5 บาทแรก” ของงบประมาณด้านการศึกษา 3.ลงทุนอย่างฉลาดและโปร่งใส โดยใช้ข้อมูลนวัตกรรมใหม่ๆ และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) ในการคัดกรองเด็กยากจนโดยติดตามพัฒนาการนักเรียนรายบุคคล และใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าตรวจสอบการเงินที่เข้าบัญชีเพื่อป้องกันการทุจริตและการรั่วไหลของการใช้เงิน เน้นความโปร่งใสที่ต้องมีการรายงานข้อมูลแก่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และประชาชนเป็นประจำทุกปี และ 4. ร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ทั้งนี้กองทุนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ต้องมีทรัพยากรที่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาและมีความอิสระในการจัดการ ไม่เช่นนั้นกองทุนใหม่ก็เป็นกลไกแบบเดิมไม่ได้ผลต่างจากเดิม

นายสมพงษ์ จิตระดับ ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว จุฬาฯ กล่าวว่า ถือเป็นนวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำด้วยวิธีการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ จากเดิมที่คิดแบบเหมาจ่ายถัวเฉลี่ยเด็กจนรวยในเมืองชนบทเท่ากัน เปลี่ยนเป็นการจัดสรรเงินไปสู่กลุ่มเป้าหมาย

Advertisement