“คณะวิทยาศาสตร์ มมส.”ยื่น 100 ชื่ออาจารย์ค้าน “คนนอก” นั่งคณบดี

21.03.18 | 20:57 น.

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร. วิเชียร มากตุ่น คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะหมดวาระ และมีกระบวนการสรรหาคณบดีคนใหม่ โดยมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 3 คน ได้แก่ศาสตราจารย์ ดร. วิเชียร มากตุ่น, รองศาสตราจารย์ ดร. สุนันท์ สายกระสุน และ รองศาสตราจารย์ ดร. บังอร กุมพล โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม บุคลการคณะวิทยาศาสตร์ได้ร่วมกันลงชื่อแนบท้ายบันทึกข้อความ “แสดงเจตจำนงค์สนับสนุนคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ที่เป็นบุคลากรภายในของคณะวิทยาศาสตร์” จำนวน 102 คน โดยคัดค้านการเสนอชื่อ ศาสตราจารย์ ดร. วิเชียร มากตุ่น เป็นคณบดี ก่อนจะมีการรับรองในสภามหาวิทยาลัย 30 มีนาคมนี้

ผศ. ดร. สมชาย แก้ววังชัย ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านกล่าวว่า หากคณบดีเป็นคนนอกคณะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหลายประการ เช่น ค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่าเงินประจำตำแหน่งให้คนเหล่านี้ต่อปีคิดเป็นเงินกว่าล้านบาท ในขณะที่เงินรายได้คณะไม่พอที่จะพัฒนาทางวิชาการ พัฒนาระบบสาธารณูประโภคแก่บุคลากรและนิสิต คิดตามหลักเศรษฐกิจก็มีแต่ขาดทุน คณบดีหาเงินมาให้คณะวิทยาศาสตร์บริหารจัดการได้หรือไม่ ส่วนใหญ่ก็มาใช้งบประมาณและเงินรายได้คณะ เราจะยอมขาดทุนไปเพื่ออะไร นอกจากนี้คณะวิทยาศาสตร์ เป็นคณะที่มาแต่กำเนิดของ มศว. จนกลายเป็น มมส. เป็นคณะพื้นฐานที่มีบุคลากรที่เปี่ยมความสามารถมากมาย

ผศ. ไพรัตน์ ธรรมแสง อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า คณะวิทย์ฯ มมส. พัฒนามาจากที่มีอาจารย์ภาควิชาละ 4-5 คน อาจารย์ส่วนใหญ่มาจากคณะศึกษาศาสตร์ ในวันที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ คณะวิทย์ฯ กลายเป็นคณะที่รับผิดชอบวิชาวิทยาศาสตร์ให้กับคณะอื่นๆ รวมทั้งต้องมีสาขาวิชาเอกพื้นฐานของตัวเอง ในช่วงเริ่มต้นการใช้ผู้เขี่ยวชาญจากภายนอกนับเป็นเรื่องจำเป็น แต่วันนี้แต่ละภาควิชามีอาจารย์ไม่ต่ำกว่า 40 คน เมื่อเทียบกับ 20 ปีที่แล้วในด้านจำนวนบุคลากรมากขึ้นถึง 10 เท่า อาจารย์ในคณะมีคุณวุฒิปริญญาเอกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และที่ยังไม่จบปริญญาเอกก็จะหมดไปในไม่กี่ปีข้างหน้า อาจารย์ที่มีตำแหน่งวิชาการมีทั้ง ผศ. รศ. และมีบางท่านก็กำลังจะก้าวไปสู่ตำแหน่ศาสตราจารย์ คณะนี้เป็นฐานผลิตงานวิจัยที่สำคัญของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด เรามีบุคลากรที่ความรู้ความสามารถไม่แตกต่างจากคณะอื่นๆ คณะอื่นเขายังบริหารกันได้ ทำไมคนของคณะวิทย์ฯ ถึงจะทำไม่ได้ ผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยก็เป็นคนในวัยหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังยอมรับและให้โอกาสในการทำงานได้ แล้วทำไมคนของคณะวิทย์ที่มีความสามารถจึงไม่ได้รับโอกาสนั้น

ผศ.ดร. บรรจบ วันโน อาจารย์ประจำคณะและเป็นศิษย์เก่าที่ทำงานมานานกว่า 20 ปี กล่าวว่า จากการเฝ้าติดตามการบริหารงานของคณบดีในอดีต พบว่ายุคแรกๆ ช่วงที่บุคลากรเราขาดแคลน คณบดีที่มาจากภายนอกอย่าง รศ.ดร. ดีเอกนามกูล เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะภารกิจเร่งด่วนคือส่งเสริมให้คณาจารย์เรียนจบปริญญาเอกให้หมด หลังจากยุคท่านพบว่าเมื่อคณาจารย์ต่างจบปริญญาเอกกลับมา เรามีอาจารย์ที่เก่งจำนวนมาก มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ที่เผยแพร่ในวารนานาชาติได้เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย แต่ต่อมาระยะๆ หลังการเติบโตของคณะวิทย์ฯ ไม่ก้าวหน้าดังที่ควรจะเป็น ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริหารทำงานแบบไม่มีความจริงใจและทุ่มเทในการพัฒนา จึงเกิดกระแสเรียกร้องจากคณาจารย์กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในคณะที่ได้ร่วมออกมาแสดงจุดยืนในการเรียกร้องในครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาภายในคณะ พวกชาวคณะวิทย์ 102 คน หวังว่าสภาคณาจารย์จะไม่รับรองและไม่เห็นชอบให้คณบดีท่านเดิมดำรงตำหน่งอีกหนึ่งวาระ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นบุคลกรของเราก็จะต่อสู้อย่างถึงที่สุด

รศ.ดร. ชาติไทย แก้วทอง อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าการมีคณบดีที่เป็นอาจารย์ภายในหรือภายนอกคณะไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญเท่ากับความสามารถและความจริงใจในการบริหารงาน การเป็นผู้นำองค์กรที่ดี พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งในขณะนี้ด้วยคุณสมบัติ ศักยภาพ ความพร้อมและการเป็นที่ยอมรับของสังคมของอาจารย์ที่เรามีเชื่อว่าเราสามารถที่จะมีผู้นำที่เหมาะสมจากคณะของเราเองได้ โดยเฉพาะผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงภายในคณะที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกจะมาช่วยในการพัฒนาคณะวิทย์ฯ ได้มากในขณะนี้ ไม่ใช่การบริหารงานแบบล้าหลัง ขาดวิสัยทัศน์และไร้ทิศทางอย่างเดิมๆ และถ้าเราไม่เริ่มจากการให้โอกาสคนเหล่านี้ในวันนี้แล้วเมื่อไหร่ที่จะยืนด้วยขาที่แข็งแรงของเราเองได้” ในระหว่างการเรียกร้องดังกล่าวปรากฏว่ามีคัทเอาท์ขนาดใหญ่ติดข้อความคัดค้านคณบดีคณะวิทย์ฯ คนนอก ปรากฏเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์วงกว้างในมหาวิทยาลัยและในสื่อโซเซียลซึ่งภายหลังมี รปภ. ของมหาวิทยาลัยจำนวนสิบกว่านายมาทำการปลดป้ายดังกล่าวออกหลังจากติดได้แค่สามวัน

Advertisement