เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ผศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เปิดเผยถึงจุดจบของโกษาปาน ว่าถูกโบยจนเสียชีวิต เช่นเดียวกับโกษาเหล็ก กล่าวคือ เมื่อโกษาเหล็กถึงแก่กรรมในปี 2226 อีกสามปีต่อมาปลายธันวาคมปี 2229 โกษาปานขณะอายุ 43 ปี ก็ได้นำคณะทูตเดินทางไปยังฝรั่งเศส ภารกิจครั้งสำคัญนี้ใช้เวลารวมทั้งไปและกลับเกือบ 2 ปี ในปีต่อมา ช่วงกลางกรกฎาคม 2331 โกษาปานได้เข้าร่วมกับพระเพทราชา เสนาบดีกรมช้าง คชบาล ทำรัฐประหารและสถาปนาพระเพทราชขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ คือราชวงศ์บ้านพลูหลวง โกษาปานได้เป็นเสนาบดีกรมพระคลังในตำแหน่งเดิมของพี่ชายโกษาเหล็ก
อีกสิบปีต่อมา ปลายมกราคม 2242 เกิดกรณีการรับรองพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยการอัญเชิญมาของบาทหลวงตาชาร์ด โดยพระเพทราชทรงให้โบยโกษาปาน และทรงใช้ดาบตัดปลายจมูกโกษาปานขาด อีกหลายเดือนถัดมา โดยขาดหลักฐานบันทึกที่ชัดเจน มีข่าวแต่ว่าพระเพทราชาทรงลงอาญาให้โบยโกษาปานจนถึงแก่ชีวิตขณะอายุ 58 ปี แต่บางหลักฐานว่า โกษาปานได้แทงตนเองตายหลังถูกโบยเพราะความอับอายอย่างยิ่งที่ตัวท่านและครอบครัวถูกลงโทษ
“ในยุคอยุธยา กลวิธีปล่อยข่าวลือข่าวร้ายกลายเป็นเครื่องมือของการกำจัดกันทางการเมืองที่สำคัญวิธีหนึ่ง เป็นสังคมข่าวลือกันให้แซดหรือแบบอีกาคาบข่าวมีพลังอำนาจทำลายล้าง เส้นทางชีวิตของสองพี่น้องโกษาเหล็กและโกษาปาน ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญยิ่งยาวนานถึงสี่ทศวรรรษด้วยกัน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งในการสงครามป้องกันอาณาจักร การค้าและการทูตกับฝรั่ง ต่างจบชีวิตลงในแบบเดียวกัน คือถูกโบยจนตายด้วยความไข้และความอับอาย” ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

