เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตระหว่าง ปี 2551-2561 จำนวนเงินกว่า 88 ล้านบาท เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังการประชุมคณะกรรมการสืบสวนฯ ว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามีเงินหายเพิ่มอีกประมาณ 30 กว่าล้านบาท ในปี 2550, 2551 และ 2553 รวมเป็นเงินที่หายกว่า 100 ล้านบาทนั้น ขณะนี้การตรวจสอบข้อเท็จจริงคืบหน้ากว่า 60% แล้ว จากการประชุมคณะกรรมการสืบสวนฯ ล่าสุด ได้นำเอกสารการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ปี 2551 มาตรวจสอบอย่างละเอียด พบข้อมูลการทุจริต โดยใช้วิธีการขออนุมัติ 2 ครั้ง คือ ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ปี 2551 อนุมัติวงเงินสำหรับให้ทุนการศึกษา และเงินค่าจ้างครู กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และศึกษาสงเคราะห์ จำนวนกว่า 7.5 ล้านบาท โดยปีนี้มีความพิเศษคือ อนุมัติให้สำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กยากไร้กว่า 4 แสนบาท แต่ปรากฏว่าเดือนมีนาคม 2551 มีการเสนอขออนุมัติเบิกจ่ายเงินผ่านผู้มีอำนาจระดับรอง ปลัด ศธ.โดยตรง ไม่ผ่านกองคลังของสำนักอำนวยการ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) และขออนุมัติเบิกจ่ายอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2551 หากจะให้ถูกต้องควรขออนุมัติเฉพาะค่าจัดพิมพ์หนังสือของ กศน.จำนวนกว่า 4 แสนบาท แต่กลับขออนุมัติเงินถึง 8.1 ล้านบาท เพื่อให้ทุนการศึกษา และเงินค่าจ้างครู กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และศึกษาสงเคราะห์ในกลุ่มเดิมด้วย โดยการอนุมัติในรอบที่ 2 เสนอผ่านกองคลัง โดยดำเนินการตามขั้นตอน
“สาเหตุที่กองคลังอนุมัติวงเงินในรอบที่ 2 ให้ เพราะในรอบแรกเสนอผ่านผู้มีอำนาจโดยตรง ทำให้เงิน 7.5 ล้านบาทในรอบแรกไม่ถูกตัดยอด เนื่องจากนางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ระดับ (ซี) 8 ศธ.เป็นผู้ถือบัญชีไว้ กองคลังเองไม่รู้ว่าอนุมัติไปแล้วเพราะไม่ได้มีการตัดยอดเงิน อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามโรงเรียนที่รับโอนเงินบางแห่ง พบว่าโรงเรียนได้รับเงินครบตามจำนวน แต่อาจจะได้รับช้า ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่ามีการซิกแซกยักยอกเงินของใหม่ไปให้ของเก่าด้วย” นายอรรถพลกล่าว
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ภายหลังจากตรวจสอบเอกสารรายงานการประชุมในหลายๆ ปี พบว่า รายงานการประชุมค่อนข้างสับสน เข้าใจว่าผู้ดำเนินการใช้เล่ห์กลเขียนรายงานการประชุม ตัวเลขที่คณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติวงเงิน กับตัวเลขในรายงานการประชุมไม่ตรงกัน ซึ่งทุกครั้งนางรจนาจะเป็นคนจัดทำรายงานการประชุมเพียงคนเดียว
“ยอมรับว่ามีช่องให้เขาทำ เพราะเราให้เขาทำคนเดียว ศธ.คิดเพียงว่าอยากให้การดำเนินงานมีความรวดเร็ว สุดท้ายกลายเป็นดาบสองคม ขาดการถ่วงดุล อยู่ในวิสัยที่จะเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้ ทั้งนี้ จากที่ตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้อง ไม่พบว่ามีบัญชีข้าราชการใน ศธ.แม้แต่บัญชีเดียว แต่จะทุจริตคนเดียวหรือไม่นั้น ผมเชื่อว่ามีทุจริตหลายคน เพราะบัญชีที่รับโอนมีถึง 22 บัญชี ขณะที่ผู้บริหารระดับปลัด ศธ.ส่วนใหญ่จะมอบอำนาจให้รองปลัด ศธ.และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป.ศธ.โดยปลัด ศธ.จะอนุมัติเฉพาะหลักการ ให้ใช้วงเงินตามมติคณะกรรมการกองทุนฯ และมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการอนุมัติการเบิกจ่าย และโอนเงิน ดังนั้น จะไปสรุปว่าอดีตปลัด ศธ.ทั้ง 10 คน มีความผิดด้วยก็ไม่ใช่ เพราะต้องดูบริบทแวดล้อมแต่ละปีประกอบด้วย ส่วนจะใช้เวลาอีกเท่าไร ตอนนี้บอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเอกสาร เพราะมีเอกสารหลายอย่างที่ยังหาไม่ได้” นายอรรถพลกล่าว
นายอรรถพลกล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารปี 2550 ขณะนี้ยังไม่มี แต่มีข้อมูลตัวเลข ซึ่งได้จากรายงานการประชุมปี 2552 พบว่า มีการจ่ายเงินปี 2551 ไปจำนวน 7.5 กว่าล้านบาท หากได้รายงานการประชุมปี 2550 มา อาจพบข้อมูลในปีก่อนหน้านั้นเพิ่มอีก ตอนนี้ยอมรับว่าจับไปตรงไหนก็เจอการทุจริต ทำให้จากเดิมที่ตั้งใจจะให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ อาจต้องขยายเวลาออกไป เพราะต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน อีกทั้ง ยังต้องรอเอกสาร ซึ่ง ป.ป.ท.ค้นพบในการบุกค้นบ้านของนางรจนา โดยตนได้ทำหนังสือขอไปยัง ป.ป.ท.เพื่อคัดสำเนาบางส่วนมาเป็นข้อมูล ซึ่ง ป.ป.ท.อาจไม่ต้องจัดส่งสำเนาให้ ศธ.ทั้งหมด เพราะเอกสารมีจำนวนมาก และหากเป็นไปได้ จะขอส่งเจ้าหน้าที่ลงไปคัดเลือกเอกสารส่วนที่คณะกรรมการสืบสวนฯ ต้องใช้ในการหาข้อเท็จจริงเท่านั้น
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ได้รายงานความคืบหน้าการสืบสวนฯ ให้นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.รับทราบ เพื่อรายงานต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว รวมถึง เสนอให้ปลัด ศธ.แจ้งข้อมูลที่พบใหม่ ไปยัง ป.ป.ท., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพนักงานสอบสวน ที่ทาง สป.ศธ.ได้แจ้งความไว้ เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ป.ป.ท.พบเอกสารการประชุมจำนวนมากที่บ้านนางรจนา บางส่วนมีการฉีกทำลาย ถือว่ามีความผิดหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า เอกสารที่นางรจนานำไปเก็บไว้ เป็นเอกสารภายในที่เราไม่รู้ว่าแอบนำออกไป เพราะโดยปกติ เอกสารควรจะอยู่ในสถานที่ราชการ ส่วนจะถือว่ามีความผิดเพิ่มอีกหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการสืบสวนฯ พิจารณา

