ปิดฉาก.. ‘บิ๊ก’ บิลเลี่ยนฯ  คดี..ตั๋วสัญญา 2.5 พันล. ‘นอนคุกยาวฐานปลอมตั๋วเงิน’

26.03.18 | 08:42 น.

ในที่สุด คดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับอดีตผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่นำเงินจำนวนมหาศาลถึง 2,500 ล้านบาท ไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใส ซึ่งหนังสือพิมพ์มติชนได้เกาะติดมาตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มาถึงบทสรุปกันเสียที

โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาคดีปลอมตั๋วเงิน หมายเลขดำ อ.134/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเสี่ยบิ๊ก อดีตประธานสโมสรทีมฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ในศึกไทยลีก และนายสิทธินันท์ หลอมทอง กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทบิลเลี่ยนฯ ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอม และใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268

ซึ่งตามฟ้องของอัยการโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ระบุพฤติการณ์ความผิดของจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556-21 กรกฎาคม 2557 จำเลยกับบริษัทบิลเลี่ยนฯ โดยนายสิทธินันท์ กรรมการผู้มีอำนาจ และในฐานะส่วนตัว กับพวกของจำเลย ได้ร่วมกันปลอมเอกสารตั๋วแลกเงิน หรือดราฟต์ ทั้งฉบับของธนาคารฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด สำหรับการสั่งจ่ายเงิน ก่อนนำตั๋วแลกเงินปลอมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท ไปแสดงต่อ สกสค.ผู้เสียหาย จนหลงเชื่อว่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทบิลเลี่ยนฯ 2,100 ล้านบาท ที่จำเลยกับพวกร่วมกันนำมาหลอกขายให้ สกสค.ทำให้ สกสค.เชื่อว่าพวกจำเลยสามารถหาหลักทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ากับธนาคารเป็นอาวัล (การรับประกัน การใช้เงินตามตั๋วเงิน) กระทั่งคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.ยึดถือไว้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความ และพยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอม และใช้ตั๋วเงินปลอมนั่นเอง

พิพากษาลงโทษฐานร่วมกันใช้ตั๋วเงินปลอมเพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 10 ปี ริบของกลาง

ซึ่งภายหลังศาลมีคำพิพากษา นายสัมฤทธิ์ และนายสิทธินันท์ ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยก่อนหน้านี้ ทั้งสองได้ให้การปฏิเสธ และต่อสู้คดีโดยไม่ได้รับการประกันตัวตั้งแต่ชั้นจับกุม ฝากขัง และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรื่อยมา

Advertisement

คดีทุจริตดังกล่าว เกิดเนื่องจากอดีตผู้บริหาร สกสค.นำเงิน 2,500 ล้านบาท จาก กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ของกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซื้อตั๋วสัญญากับบริษัทบิลเลี่ยนฯ เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่รับช่วงต่อจาก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้สั่งการให้ สกสค.แจ้งความดำเนินคดีข้อหา “ฉ้อโกง” อดีตผู้บริหาร สกสค. 2 ราย ได้แก่ นายสมศักดิ์ ตาไชย อดีตเลขาธิการ สกสค.และ นายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตประธานคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ ช.พ.ค.

พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับ “กรรมการบริหาร” บริษัทบิลเลี่ยนฯ 9 ราย ในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตรา หรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับ หรือหมายไว้ในการปลอมแปลงตั๋วสัญญา รวมถึง สอบวินัยเจ้าหน้าที่ สกสค.ที่เกี่ยวข้องอีก 6 ราย
นอกจากนี้ ยังเจรจากับธนาคารแห่งหนึ่งให้คืนเงิน 2,100 ล้านบาท ให้ สกสค.กรณีอนุมัติปิดบัญชี และเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหาย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ ศธ.ดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน สรุปสำนวน
การตรวจสอบขบวนการทุจริตเงินสวัสดิการครูในช่วงนั้น เกิดเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ ศธ., คณะกรรมการคุรุสภา, คณะกรรมการ สกสค.และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.เพื่อให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบความถูกต้อง และโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงานต่างๆ รวมทั้ง ตรวจสอบโครงการที่สำคัญๆ หลังจากมีผู้ร้องเรียน

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในขณะนั้น จึงมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง คตร., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และผู้บริหาร ศธ.เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว

จากการทำงานร่วมกันของฝ่ายตรวจสอบ พบว่า หลักทรัพย์เกือบทั้งหมดเป็น “ของปลอม” หรือถ้าเป็นเอกสารจริง ก็ “ไม่มี” มูลค่าที่ระบุไว้ ซึ่งทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ประกอบด้วย

1.ตั๋วแลกเงิน (ดราฟต์) ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (HSBC) เลขที่ 33603330 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำนวน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ตรวจสอบกับธนาคาร HSBC แล้ว ได้รับการยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอม

2.ใบค้ำประกันของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 ฉบับ ได้ตรวจสอบกับธนาคารแล้วน่าเชื่อว่าเป็นเอกสารปลอม เนื่องจากรูปแบบเอกสารผิดไปจากรูปแบบมาตรฐานของธนาคาร อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเอกสารเพิ่มเติม

3.ใบหุ้นสโมสร THE READING FOOTBALL CLUB เลขที่ RFC000168 มูลค่า 50 ล้านปอนด์ พบข้อมูลว่านายสัมฤทธิ์ไม่ได้ถือหุ้นของสโมสรเรดดิ้ง

4.เงินสกุลดีน่า (โครเอเชีย) จำนวน 950,000,000 HRK ล้านเหรียญโครเอเชีย น่าจะเป็นธนบัตรจริง แต่ถูกยกเลิกการใช้แล้ว

5.โฉนดที่ดิน 33 แปลง และ น.ส.3 จำนวน 16 แปลง ในพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี มีใบประเมินราคาจากกรมที่ดินว่ามีมูลค่าประเมิน 37 ล้านบาท อยู่ระหว่างตรวจสอบ

6.เช็คธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0482284 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2557 มูลค่า 2,100 ล้านบาท อยู่ระหว่างตรวจสอบ

และ 7.สัญญาค้ำประกันตนเอง ของ นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา เจ้าของบริษัทบิลเลี่ยนฯ

การตรวจสอบทุจริต ส่งผลให้ สกสค.ในขณะนั้น “รื้อ” โครงสร้างการบริหารภายใน และ “ยกเลิก” ระเบียบสำนักงาน สกสค.ในหลายเรื่อง รวมทั้ง คณะกรรมการ สกสค.มีมติยกเลิกการว่าจ้างนายสมศักดิ์ เลขาธิการ สกสค.มีผลให้นายสมศักดิ์ และรองเลขาธิการ สกสค.อีก 4 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที

ขณะที่ ปปง.มีมติเห็นชอบให้ *”อายัด”* ทรัพย์อดีตผู้บริหาร สกสค.กับพวก และบริษัทบิลเลี่ยนฯ รวม 2 ครั้ง จำนวน 153 รายการ มูลค่า 500-800 ล้านบาท เพราะมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามกฎหมายอื่น อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542
ซึ่ง ศธ.ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในการทุจริตโครงการดังกล่าวถึง 7 พันล้านบาท

ส่วนการสอบสวนอดีตผู้บริหาร สกสค.และข้าราชการที่เกี่ยวข้องนั้น คณะกรรมการสอบสวนบุคลากร และผู้บริหาร สกสค.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ที่แต่งตั้งโดย พล.อ.ดาว์พงษ์นั้น เมื่อช่วงปลายปี 2560 ได้มีคำสั่ง สกสค.ลงโทษไล่ออกอดีตผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ สกสค.รวม 7 คน ประกอบด้วย นายสมศักด์ ตาไชย อดีตเลขาธิการ สกสค.ลงนามคำสั่งโดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธาน สกสค.เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 และให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 เนื่องจากนายสมศักดิ์อนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,500 ล้านบาท จากบริษัทบิลเลี่ยนฯ โดยมิชอบ และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบิลเลี่ยนฯ มีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม ตามสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.

ส่วนเจ้าหน้าที่อีก 6 คน ลงนามคำสั่งลงโทษไล่ออกโดย นายพิษณุ ตุลสุข อดีตรองปลัด ศธ.ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ในขณะนั้น ตามสำนวนไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ได้แก่ 1.นายสุรเดช พรหมโชติ รองเลขาธิการ สกสค.ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. 2.นางปิยาภรณ์ เยาวาจา พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการครู 3.นายพรเทพ มุสิกวัตร ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำสำนักงาน สกสค. 4.นางมยุรี ตัณฑวัล ผู้อำนวยการกลุ่มการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) 5.นายสุเทพ ริยาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักประจำสำนักงาน สกสค.และ 6.น.ส.กัญญาณัฐ แจ่มมี ผู้อำนวยการสถานพยาบาล สกสค.

นอกจากนี้ ยังมีผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีก 3 ราย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อีก 1 ราย ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2560 พิจารณาอนุมัติลงโทษให้ไล่ออกจากราชการตามที่หน่วยงานต้นสังกัดเสนอ

ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้มอบหมายให้สำนักงาน สกสค.ไปดูในส่วนของการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ว่าคืบหน้าไปถึงไหน และให้รายงานที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.วันที่ 30 มีนาคมนี้