‘หมอธี’ตั้ง กก.สืบความผิดทางละเมิด เชื่อมโยงคนเกี่ยวข้องร่วมชดใช้เงินกองทุนเสมาฯกว่า 100 ล.

26.03.18 | 13:52 น.

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการเปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีนางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ระดับ (ซี) 8 และพวกรวม 5 ราย ยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตโอนเงินค่าเล่าเรียนเด็กเข้าบัญชีตัวเอง พรรคพวกและญาติพี่น้อง กินยาวตั้งแต่ปี 2551-2561 รวม 10 ปี กว่า 88 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดพบว่ามีเงินหายเพิ่มอีกประมาณ 30 กว่าล้านบาท ในปี 2550, 2551 และ 2553 รวมเป็นเงินที่หายกว่า 100 ล้านบาท และพบว่ามีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนว่า ขณะนี้ได้แต่งตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยการตรวจสอบจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งจะบอกว่าใครต้องรับผิดชอบเท่าไร การตรวจสอบความผิดทางละเมิด ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย แต่เป็นการตรวจสอบเชื่อมโยงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแม้จะไม่ได้ร่วมในการทำความผิดด้วย แต่ถือว่ามีความบกพร่องในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลเส้นทางการเงิน ก็ถือว่ามีความผิดทางละเมิดด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าผู้บริหารคนใดเกี่ยวข้องในช่วงไหน ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ส่วนจะต้องชดใช้คนละกี่เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งความผิดละเมิด เท่าที่เข้าใจสามารถดำเนินการตรวจสอบและเรียกเงินให้ชดใช้ได้ทันที ส่วนฝ่ายที่ถูกเรียกให้ชดใช้เงิน หากเห็นว่าไม่ยุติธรรมก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้

“ขณะนี้การสอบสวนยังไม่ได้เปิดเผยว่าเชื่อมโยงไปที่ใครบ้าง ขั้นตอนการตรวจสอบต่างๆ อยู่ระหว่างการดำเนินการของปลัด ศธ. ซึ่งผมขอย้ำว่า เรื่องนี้ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะเวลาเรามองเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ต้องมองไปข้างหน้า แต่การมองไปข้างหน้าอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอุดรูรั่วแก้ไขปัญหาทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทราบว่า ได้มีการเข้าไปค้นบ้านนางรจนาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการสาวต่อ ตรวจสอบเครือข่ายโยงใย เพราะ ป.ป.ท.คิดเช่นเดียวกับผมเอง คือไม่เชื่อว่าทำคนเดียวได้นานถึง 10 กว่าปี” นพ.ธีระเกียรติกล่าว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า สำหรับการลงโทษทางวินัยนางรจนานั้น ผลเป็นไปตามที่คาด ทาง ศธ.ทำเต็มที่แล้วกับสิ่งที่ต้องดำเนินการ เรื่องสำคัญตอนนี้คือ การขยายผล และการปราบปราม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำตลอดให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสเข้ามา ไม่ต้องกลัว เพราะเราดูแลท่าน เช่น กรณีการตรวจสอบทุจริตในโรงเรียนเอกชนที่พบว่ามีการสร้างนักเรียนล่องหนหรือนักเรียนผีขึ้นมา เพื่อรับเงินอุดหนุนรายหัวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นั้น ตนได้การข่าวมาหลายทาง อยากให้ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะ ศธ.คงไม่สามารถปราบได้หมด ต้องมีขั้นตอน ในการดำเนินการ มีการปราม และขอให้ใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน ซึ่งตนได้สั่งการไปในหนังสือคำสั่งฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริต ให้ตรวจสอบระบบบัญชี เส้นทางเงินให้โปร่งใส ทำบัญชีให้มีความเป็นสากลและตรวจสอบได้ ต้องมีการข่าวที่ดีว่าจะไปตรวจสอบใคร ไม่ใช่ว่าต้องมาไล่ถาม ส่วนผู้ที่มีหน้าที่โอนเงินแม้จะผ่านมา 10 ปี ก็ต้องรู้ว่าใครเป็นคนรับเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความผิดทางละเมิดนั้น ตามหลักเกณฑ์แล้ว ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบ 100% แต่หากยึดทรัพย์แล้วไม่สามารถนำมาชดใช้ได้ครบ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เหลือ คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินรับผิดชอบ 60% ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ชั้นกลาง และผู้อนุมัติผ่านงานรับผิดชอบ 40% แต่ผู้อนุมัติเงินไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นกรณีไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้กระทำผิดไม่มีเงินมาคืน ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแบ่งสัดส่วนชดใช้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินรับผิดชอบ 60% ผู้บังคับบัญชา 20% และผู้อนุมัติผ่านงาน 20% อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีนี้เป็นกรณีการทำหลักฐานการจ่ายเงินเท็จขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้อนุมัติเงิน ซึ่งหมายถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องรับผิดชอบด้วย หากพิสูจน์ได้ว่า ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแล ปล่อยให้มีการทุจริตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อนุมัติเงิน คือ ปลัด ศธ. ต้องรับผิดด้วยอัตราส่วน 20%