คืบหน้าไปพอสมควรสำหรับการตรวจสอบกรณี นางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ระดับ (ซี) 8 และพวกรวม 5 ราย ยักยอกเงิน กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต โอนเงินค่าเล่าเรียนเด็ก เข้าบัญชีตัวเอง พรรคพวกและญาติพี่น้อง กินยาวตั้งแต่ปี 2551-2561 รวม 10 ปี กว่า 88 ล้านบาท โดยล่าสุดพบว่า มีเงินหายเพิ่มอีกประมาณ 30 กว่าล้านบาท ในปี 2550 ปี 2551 และ ปี 2553 รวมเป็นเงินที่หายกว่า 100 ล้านบาท
นพ.ธีระกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ประกาศเอาจริงแบบขุดรากถอนโคน สั่งตรวจสอบทั้งระบบ พร้อมเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง จากเดิมเป็นผู้อำนวยการสำนัก ระดับ 9 มาเป็นนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการศธ.ระดับ 10 ซึ่งมีประสบการณ์ทั้งบู๊และบุ๋นมานั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนฯ แทน เพราะจากข้อมูลพบว่า เรื่องนี้มีข้าราชการระดับสูงที่ยังคงรับราชการอยู่ในศธ. มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
คณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดนายอรรถพล เน้นสืบข้อเท็จจริง โดยให้ความสำคัญกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งบันทึกรายงานการประชุม การจัดทำบัญชีเบิกจ่าย และเอกสารทางการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดย้อนหลังตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนฯอย่างเป็นทางการในปี 2543 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้เงินประเดิมกองทุนฯ จำนวน 600 ล้านบาท จากสลากกินแบ่งรัฐบาล แม้เอกสารบางส่วนจะยังได้รับไม่ครบ แต่ก็พบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เท่ากับว่ามีการยักยอกเงินก่อนปี 2551 และอาจจะเริ่มยักยอกันตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เมื่อดูตัวเลขยอดเงิน ปี 2550 ปี 2551 และปี 2553 ยังพบว่า เงินหายไปเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30 ล้านบาท รวมคร่าว ๆ ตอนนี้มีการยักยอกเงินจากกองทุนฯ เข้าบัญชีตัวเอง ญาติพี่น้องและพรรคพวก กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งหากได้เอกสารครบและสามารถย้อนหลังไปถึงปี 2543 มูลค่าความเสียหายอาจมากขึ้น และจำนวนบัญชีบุคคลอื่นที่มีการยักยอกเงินไป จะต้องมากกว่า 22 บัญชีที่พบในเบื้องต้น
นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เข้าร่วมตรวจสอบมหากาพย์การโกง โดยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาป.ป.ท. บุกค้นบ้านนางรจนา และบุตรชาย ย่านดอนเมือง พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฯ จำนวนมาก ทั้งที่โดยหลักแล้วเอกสารเหล่านี้ ควรจะอยู่ในสถานที่ราชการ ดังนั้นจึงมีการขยายผลทันทีว่า เงินทั้งหมดไหลออกไปที่ใด และไปที่ใครบ้าง?!?
พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า กองทุนฯ ดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการฯ การอนุมัติเรื่องต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น แต่ทำไมถึงมีผู้รับสารภาพว่าทุจริตเพียงคนเดียว โดยทางป.ป.ท.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าของบัญชีที่มีชื่อรับโอนเงินจากนางรจนาทั้งหมดด้วย ขณะที่ในส่วนของปปง. รับลูกอายัด 22 บัญชี ของพรรคพวก ญาติพี่น้องของนางรจนาที่รับโอนเงิน ส่วนผู้เสียหายอย่างสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) ได้เข้าแจ้งความ เจ้าของบัญชีทั้ง 22 ราย กล่าวหากรณีเป็นผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ในฐานะเป็นผู้รับโอนเงินจาก สป.ศธ. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอายัดทรัพย์สินและบัญชีของบุคคลดังกล่าวต่อไป อีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันล่าสุดนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว
โดยตามหลักเกณฑ์นั้น ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบ 100% แต่หากยึดทรัพย์แล้วไม่สามารถนำมาชดใช้ได้ครบ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เหลือ คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินรับผิดชอบ 60% ผู้บังคับบัญชาชั้นต้น ชั้นกลาง และผู้อนุมัติผ่านงานรับผิดชอบ 40% แต่ผู้อนุมัติเงินไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นกรณีไม่มีหลักฐานการจ่ายเงิน ผู้กระทำผิดไม่มีเงินมาคืน ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องแบ่งสัดส่วนชดใช้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินรับผิดชอบ 60% ผู้บังคับบัญชา 20% และ ผู้อนุมัติผ่านงาน 20% อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีนี้เป็นกรณีการทำหลักฐานการจ่ายเงินเท็จขึ้นมา เพราะฉะนั้นผู้อนุมัติเงิน ซึ่งหมายถึงปลัดศธ. จะต้องรับผิดชอบด้วย หากพิสูจน์ได้ว่า ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแล ปล่อยให้มีการทุจริตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อนุมัติเงิน คือ ปลัดศธ. ต้องรับผิดด้วยอัตราส่วน 20%
ทางด้านคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดนายอรรถพล หลังจากนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบอย่างละเอียด ทำให้พบเล่ห์กล ที่นางรจนา ใช้ในการยักยอกเงิน เช่น การขอนุมัติเบิกจ่ายเงิน 2 ครั้ง ในปี 2551ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติวงเงินสำหรับให้ทุนการศึกษาและเงินค่าจ้างครู กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์และศึกษาสงเคราะห์ จำนวนกว่า 7.5 ล้านบาท แต่ปีนี้มีความพิเศษคืออนุมัติให้ สำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กยากไร้ อีกกว่า 4 แสนบาท ปรากฏว่าเดือนมีนาคม 2551 มีการเสนอขออนุมัติเบิกจ่ายเงินผ่านผู้มีอำนาจระดับรองปลัดศธ.โดยตรง ไม่ผ่านกองคลัง ของสำนักอำนวยการ สป.ศธ. และมีการขออนุมัติเบิกจ่ายอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งหากจะให้ถูกต้องควรขออนุมัติเฉพาะค่าจัดพิมพ์หนังสือของกศน. จำนวนกว่า 4 แสนบาท แต่กลับมีการขออนุมัติเงินถึง 8.1 ล้านบาท เพื่อให้ทุนการศึกษาและเงินค่าจ้างครู กลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์และศึกษาสงเคราะห์ในกลุ่มเดิมด้วย โดยการอนุมัติในรอบที่ 2 เสนอผ่านกองคลัง ดำเนินการตามขั้นตอน
สาเหตุที่กองคลังอนุมัติวงเงินในรอบที่ 2 ให้ เพราะในรอบแรก มีการเสนอผ่านผู้มีอำนาจโดยตรง ทำให้เงินจำนวน 7.5 ล้านบาทในรอบแรก ไม่ถูกตัดยอด เพราะนางรจนา เป็นผู้ถือบัญชีไว้ กองคลังเองก็ไม่รู้ว่าอนุมัติไปแล้ว แต่ไม่ได้มีการตัดยอดเงิน ขณะที่จากการสอบถามโรงเรียนที่รับทุนบางแห่ง พบว่า โรงเรียนได้รับเงินครบตามจำนวน แต่อาจจะได้รับช้า ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า มีการซิกแซกยักยอกเงินของใหม่ไปให้ของเก่าด้วยอีกทั้งรายงานการประชุม ยังค่อนข้างสับสน เข้าใจว่าผู้ดำเนินการใช้เล่ห์กลเขียนรายงานการประชุม ตัวเลขที่คณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติวงเงิน กับตัวเลขในรายงานการประชุมไม่ตรงกัน ซึ่งทุกครั้งนางรจนา จะเป็นคนจัดทำรายงานการประชุมเพียงคนเดียว
การให้คนคนเดียวรับผิดชอบกองทุนฯ เป็นการเปิดช่องทำให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น เพราะขาดการถ่วงดุล และตรวจสอบ ทั้งที่ศธ. เพียงต้องการให้การดำเนินงานกองทุนฯ นี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว !
โดยคณะกรรมการสืบสวนฯ ยังยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่า มีบัญชีข้าราชการในศธ.เข้าไปเกี่ยวข้องแม้แต่บัญชีเดียว ขณะที่ผู้บริหารระดับปลัดศธ. ส่วนใหญ่จะมอบอำนาจให้รองปลัดศธ. และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สป.ศธ. โดยปลัดศธ. จะอนุมัติเฉพาะหลักการ ให้ใช้วงเงิน ตามมติคณะกรรมการกองทุนฯ และมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ อนุมัติการเบิกจ่ายและโอนเงิน ซึ่งจะไปสรุปว่า อดีตปลัดทั้ง 10 คน มีความผิดด้วยก็ไม่ใช่ เพราะต้องดูบริบทแวดล้อมแต่ละปีประกอบด้วย
ดังนั้น คำถามที่คาใจว่า เรื่องนี้ นางรจรนา ทุจริตคนเดียวหรือมีใครเข้าไปเอี่ยวด้วยบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไป
โดยต้องใช้เอกสารยืนยันจากหลายฝ่าย ล่าสุด ส่งหนังสือขอเอกสารกับทางป.ป.ท. ที่ป.ป.ท.ตรวจพบระหว่างการบุกค้นบ้านของนางรจนา รวมถึงประสานไปยังศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ทั้งประเทศ ส่งข้อมูลการรับโอนเงินของสถานศึกษาและผู้รับทุน รวมถึงขอเอกสารการโอนเงิน หรือสเตตเมนต์ จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งพบความผิดปกติ กล่าวคือ ตามขั้นตอนทั่วไป การโอนเงินจะต้องมีชื่อเจ้าของบัญชี เลขที่บัญชี และจำนวนเงิน แต่พบว่า นางรจนา ส่งเฉพาะเลขบัญชีและจำนวนเงินให้ธนาคาร โอนเงินผ่านระบบจีโร่ (GIRO) จึงน่าแปลกใจว่า เหตุใดธนาคารจึงปล่อยให้มีการโอนเงิน โดยที่ไม่มีชื่อบัญชี ซึ่งศธ. คงต้องเช็กให้แน่ใจว่าระบบการโอนเงินของธนาคารมีความถูกต้องหรือไม่
เพื่อให้แน่ใจว่า ความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายเป็นเงิน 100 ล้าน มีความหละหลวมตั้งแต่ขั้นตอนใด
ซึ่งจนถึงขณะนี้ตัวเลขความเสียหายก็ยังไม่แน่นอน ข่าววงในแว่วว่า มีการหมุนเงินเอาของเก่าไปโปะของใหม่ แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปบ้าง โดยที่ผ่านมาทางคณะกรรมการสืบสวนฯ ได้เชิญนางรจนา มาให้ข้อมูล แต่กลับถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพ และจนถึงขนาดนี้ ยังไม่มีการประสานเพื่อเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 4 รายนั้น ยังเก็บตัวเงียบ เพราะถือว่าเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา จึงยังไม่ถือว่ามีความผิด
แม้ท้ายที่สุดโทษที่นางรจนา ได้รับจะถึงขั้นไล่ออก ปลดออกจากราชการ แต่โจทย์หลักที่ ‘หมอธี’ ต้องคิด คือ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตขึ้นอีก ซึ่งนอกจากการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งแล้ว การสร้างจิตสำนึกให้บุคลากรที่อยู่ในหน่วยงานที่มีหน้าที่สร้างคน ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

