นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เปิดเผยวามคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ตั้งแต่ปี 2551-2561 จำนวน 88 ล้านบาท ซึ่งภายหลังพบความเสียหายเพิ่มเติมในปี 2550,2551และ 2553 อีกกว่า 30 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท ล่าสุดที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานปลัด (อ.ก.พ.สป.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.เป็นประธานได้มีมติเอกฉันท์ 7:0 ให้ไล่ออก นางรจนา สินที อดีตนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักกิจการการศึกษา ว่า หลังจากที่เพิ่งพบว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีหนังสือถึง ศธ.ในปี 2557 ให้มีการชี้เเจงกรณีวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ร้องเรียนว่า ยังไม่ได้รับเงินจากกองทุนฯปี 2554 ,2555และ 2556 นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัด ศธ.ในขณะนั้น ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักนิติการ และได้มอบให้ นางรจนา ชี้แจงกลับไป ป.ป.ท.ภายใน 15 วัน แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังหาหนังสือตอบกลับไม่พบ ขณะเดียวกันยังพบว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยมีหนังสือทักท้วง กรณีพบว่าปี 2550 ไม่มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ และไม่มีการจัดสรรจ่ายเงินกองทุนฯ ซึ่งตอนนี้ยังหาหลักฐานไม่พบว่า ศธ.มีการชี้แจงหรือไม่ อย่างไร
“ส่วนที่ก่อนหน้านี้พบว่าในปี 2551 มีการอนุมัติจ่ายเงินกองทุนเสมาฯ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในเดือนมีนาคมส่งถึงรองปลัด ศธ.อนุมัติโดยตรง และครั้งที่ 2 เบิกโดยผ่านกองคลังนั้น ขณะนี้ทางคณะกรรมการสืบสวนฯ ได้เอกสารรายงานการประชุมปี 2550 มาแล้ว และพบว่ามีการนำยอดปี 2550ไปอนุมัติในปี 2551 ดังนั้นที่สงสัยว่าทำไมปี 2551 มีการอนุมัติซ้ำสองเด้งก็มาจากสาเหตุนี้ และเมื่อดูรายการเบิกจ่ายของปี 2550 ก็พบว่ามีการทุจริต 3 รายการที่นำเลขที่บัญชีบุคคลไปใส่แทนชื่อสถานศึกษา ส่วนปี 2551 พบทุจริตค่อนข้างเยอะถึง 14 รายการตรงนี้สะท้อนว่าทุจริตแน่ๆ”นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบวิธีการใหม่ คือ ใช้ชื่อบัญชีสถานศึกษา เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ หรือ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ แต่เลขที่บัญชีเป็นของวิทยาลัยพยาบาล เจตนาเพื่อต้องการโอนเงินของใหม่ไปให้ของเก่าในวิทยาลัยพยาบาลนั้นๆ ซึ่งจากที่ดูรายชื่อพร้อมจำนวนเงินที่เสนอให้พิจารณา หากผู้มีหน้าที่ตั้งสังเกตก็น่าจะรู้ว่ามีความผิดปกติเพราะโรงเรียนอื่นได้ประมาณ 4 แสนบาทแต่โรงเรียนนี้ได้หลักล้านบาท ตรงนี้ส่วนตัวไม่รู้ว่ามีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่แต่สุดท้ายก็มีการอนุมัติ ทั้งนี้ในรายงานการประชุมตลอด 10 ปีที่ผ่านมาพบจุดบอดใหญ่มาก คือมีแต่รายงานการรับจ่าย แต่ไม่มีการรายงานผลกิจกรรมการดำเนินโครงการ เชิงประสิทธิภาพและคุณภาพ สิ่งที่ได้รับก็มีแค่เจ้าหน้าที่ที่โต๊ะรายงานว่ามีรายจ่ายเท่าไรแค่นั้น ส่วนเรื่องการตรวจสอบภายใน แม้ในระเบียบ ศธ.ว่าด้วย กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต พ.ศ.2550 จะกำหนดให้กลุ่มตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่ตรวจสอบกองทุนแต่จากที่สอบถามพบว่าที่ผ่านมาไม่ได้รับการประสาน ขณะที่กลุ่มตรวจสอบภายในเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในระเบียบให้มีกลุ่มตรวจสอบภายในเข้าไปเกี่ยวข้อง
“ขณะนี้การสืบสวนก็จะขยายผล โดยในในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ปลัดศธ.รองปลัด ศธ.ผู้ช่วยปลัด ศธ. ผู้อำนวยการสำนักกิจการการศึกษาพิเศษ เจ้าหน้าที่การเงิน ตั้งแต่ปี 2550-ปัจจุบัน ประมาณ 50 คน มาให้ถ้อยคำและยืนยันเอกสาร สำหรับอดีตรองปลัด ศธ.และอดีตปลัด ศธ.หากไม่สะดวกมาด้วยตนเอง ก็สามารถทำบันทึกชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาได้ อย่างไรก็ตาม บุคคลที่เชิญมาให้ถ้อยคำไม่ได้หมายความว่าอยู่ในข่ายที่สงสัยหรือกระทำผิด เป็นการเชิญมาเพื่อเป็นพยานบุคคล เพื่อสรุปผลว่าสุดท้ายข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สำหรับนางรจนา ก็จะเชิญมาให้ข้อมูลตามปกติ แต่จะมาหรือไม่ก็ได้ เพราะไม่ได้มีผลต่อการสืบข้อเท็จจริง”นายอรรถพลกล่าวและว่า นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าคณะกรรมการสืบสวนฯ จะลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนราชประนุเคราะห์ ศึกษาสงเคราะห์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี โดยจะขอดูรายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมา ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่านางรจนา ไม่ได้ทำเพียงคนเดียวนั้น ทุกคนมีสิทธิไม่เชื่อ ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน เอกสารต่างๆ ซึ่งผู้ที่จะสืบสาวเชิงลึกได้ดีที่สุดคือ ป.ป.ท.และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกทั้งเรื่องนี้มีการเชื่อมโยงกันหลายส่วน โดยเฉพาะกับธนาคารกรุงไทย ที่พบว่าในปี 2550-2561 มีการโอนเงินจำนวน 36 ครั้ง ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ปี 2550-2559 การโอนเงินผ่านระบบจีโร่ (GIRO) ศธ.ระบุเฉพาะเลขที่บัญชีมาตลอด โดยหลักธนาคารสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยเหตุอ้างว่าได้โอนเงินตามบัญชีนั้นแล้ว แต่ในปี 2560 มีการโอนเงิน 3 ครั้งที่ต่างไปคือ ศธ.มีการพิมพ์ชื่อบัญชีพร้อมเลขที่บัญชีทุกครั้ง ปรากฏว่าทั้ง 3 ครั้งมีการปลอมแปลงเพราะชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีไม่ตรงกัน แต่เงินก็ยังถูกโอนไป ทั้งนี้ เอกสารที่ธนาคารปั๊มตราลับในทางราชการถือเป็นเอกสารสำคัญในการรับจ่าย และต้องเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบของสตง. อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ของกองทุนเสมาฯ ทำให้ราชการต้องตื่นใช้วิกฤตเป็นโอกาส ในการตรวจสอบระบบราชการมีการโอนเงินลักษณะนี้ แล้วกองทุนอื่นๆ รายการต่างๆดำเนินการเช่นไร เป็นการกระตุ้นให้ปรับปรุงระบบ

