หากกล่าวถึงสถานการณ์โลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคม อินเตอร์เนทสื่อสารออนไลน์ได้เข้าถึงทุกคน ทุกพื้นที่ และทุกส่วนทั่วโลกซึ่งตอบสนองความต้องการทางสังคมเพราะสามารถสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้มากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี สิ่งที่พบว่าน่าเป็นห่วงและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วนตามมาคือ การศึกษาของชาติ เมื่อเปรียบเทียบอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการอุดมศึกษาของไทยกับนานาประเทศด้วยเกณฑ์การจัดอันดับโลก (World Ranking by QS และ Time Higher Education; THE) พบว่า มีแนวโน้มลดลงและต่ำกว่าประเทศอื่นโดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียและยังพบว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ 1 ใน 200 ของการจัดลําดับภาพรวม (ELSEVIER, 2017)รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของปัญหา โดยจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ช่วงปี 2560 ถึง 2564 และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เพื่อพัฒนาประเทศ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มาใช้เป็นแนวคิดในการทําแผนแม่บทมีการปฏิรูปประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการพัฒนาในหลายๆด้าน กำหนดเป้าหมายคุณภาพบัณฑิตให้สร้างและประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของสถานประกอบการเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล วางเป้าหมายที่มุ่งพัฒนาให้บัณฑิตเป็นนักคิด สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมมือกันเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work integrated learning ) นวัตกรรม (Innovation) และการทําในเชิงธุรกิจ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2558) ด้วยความเชื่อที่ว่าการจัดการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนและกำลังแรงงานที่มีทักษะและคุณลักษณะที่พร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วน ควรวางเป้าหมายในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่าเป็นการจัดการศึกษาตามความพร้อมของสถานศึกษาดังเช่นในปัจจุบัน บทความฉบับนี้จึงเสนอแนวทางการจัดทำหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตบัณฑิตที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีปัจจุบัน ในรูปแบบกลยุทธ์การบ่มเพาะนวัตกรในระดับอุดมศึกษา โดยวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการศึกษาของชาติ ซึ่งพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และนำมากำหนดแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนเพื่อตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ในรูปแบบหลักสูตรนวัตกรรมที่นำมาเป็นเครื่องมือผลักดันการผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะเป็นนวัตกรของสังคมไทยและพร้อมแข่งขันในสังคมโลกอนาคตต่อไป
การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการศึกษาของชาติ
ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อการศึกษาอย่างมากคือ สารสนเทศและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมไทยและสังคมโลกมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนกระทั่งเป็นสังคมอุตสาหกรรม 4.0 หรือเป็นสังคมเทคโนโลยีเนื่องจากฐานการผลิตได้มีการหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีอย่างบูรณาการ มีการดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศเป็นฐานและเริ่มกระจายสู่ทั่วโลกอย่างกว้างขวาง จนมีนิยามจำกัดความของคำว่า “สังคมไซเบอร์” หรือ “โลกไซเบอร์” หรือในที่นี้อาจเรียกว่าสังคมข้อมูลสารสนเทศขนาดใหญ่ (Big data) โลกของสารสนเทศเหล่านี้เป็นได้ทั้งข้อมูลสำหรับระบุตัวตนของบุคคล ฐานข้อมูลความรู้ สื่อสารระหว่างสังคม การบริการและทำธุรกรรมต่างๆด้วยระบบอิเล็กโทรนิค ระบบเศรษฐกิจที่แต่เดิมมีขอบเขตจำกัดภายในประเทศ กระจายเป็นเศรษฐกิจโลก จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2560) พยายามวางยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-based economy) การจัดการเรียนการสอนปัจจุบันจำเป็นต้องเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้และรู้เท่าทันข้อมูลสารสนเทศมากมายมหาศาล (Big data) ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมทั้งเข้าใจและเท่าทันสื่อการเรียนรู้แบบใหม่ทุกประเภทที่เป็น Platform สำคัญเพื่อการเรียนรู้และการทำงานของนักศึกษาเอง กล่าวคือทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างทั่วถึง บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาควรมีคุณลักษณะที่เหมาะสมและสามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดในสังคมอุตสาหกรรม เติมปัญญาให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วร่วมกับการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนาไปพร้อมกันจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยคอร์แนล และ
The business school for the world (Institut européen d’administration des affaires; INSEAD) ร่วมกับ World intellectual property organization (2017) ได้ทำการวัดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก (Global Innovation Index; GII) โดยแบ่งเป็น ปัจจัยนำเข้า อาทิ ระดับการศึกษา การวิจัย การลงทุน ศักยภาพการแข่งขัน และ ปัจจัยผลลัพธ์ ได้แก่ ผลผลิตที่ได้จากการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตที่ได้จากความคิดสร้างสรรค์ ผลการวิเคราะห์ดัชนีทางนวัตกรรมปี 2017 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 51 จาก 127 ประเทศ โดยมีประเทศสิงคโปร์ อยู่อันดับที่ 7 ประเทศมาเลเซีย อยู่ในอันดับที่ 37 และประเทศเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 47 กล่าวได้ว่า ประเทศไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนที่ได้มีการตื่นตัวและก้าวนำประเทศไทยในด้านนวัตกรรมไปเรียบร้อยแล้ว (World intellectual property organization, 2017)
กลยุทธ์การพัฒนารูปแบบ
การขับเคลื่อนและพัฒนารูปแบบที่จะนำพาประเทศสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ตามเป้าหมายได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องบ่มเพาะต้นกล้า (Start up) เป็นการบ่มเพาะนักศึกษาให้มีสมรรถนะเชิงนวัตกรรม โดยบรรจุในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของแต่ละสาขาวิชาชีพ เพื่อผลิตบัณฑิตที่เป็นนวัตกร ตามศาสตร์และวิชาชีพ (Spring up) ครอบคลุมถึงการนำนวัตกรรมเข้าสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ที่สามารถแข่งขันและขับเคลื่อนการแข่งขันในตลาดโลกได้ในอนาคต (Step up) ดังแผนภูมิที่ 1 การบ่มเพาะดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับเวลา เนื่องจากช่วงบ่มเพาะนวัตกร (Innovators) จัดเป็นช่วงฐานล่าง (Start up) ผู้ใช้นวัตกรรมกลุ่มแรก (Early adopters) ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเวลาผ่านไป ปริมาณของผู้ใช้นวัตกรรม (Adopters) จะสูงขึ้นเรื่อยๆจนอยู่ในระดับที่ค่อยๆเป็นค่อยๆไปแต่มีความคงที่ (Laggards) ในลักษณะ S-curve ซึ่งรูปแบบดังกล่าวสอดรับและช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างรายได้และก่อให้เกิดผลประโยชน์แห่งชาติตามมา ดังนั้น การผลักดันนวัตกรรมที่พัฒนาได้ เข้าสู่ตลาดของโลกธุรกิจและออกสู่นานาประเทศที่เน้นการสร้างธุรกิจสมัยใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนของธุรกิจเพื่อให้เติบโตและขยายตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงมีความสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการผลิตนวัตกรของประเทศในระดับอุดมศึกษาให้เป็นแรงงานที่สำคัญของชาติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดระบบที่แข็งแกร่ง ซึ่งต้องประกอบด้วย ภาครัฐบาล ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย
แผนภูมิที่ 1 แสดงขั้นตอนการวางแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์

กลยุทธ์การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
“หลักสูตรนวัตกรรม” จึงอาจเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค 4.0 โดยใช้กลยุทธ์ดังนี้ 1) กำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตรที่คุณลักษณะของบัณฑิตมีความเป็น “นวัตกร” 2) ออกแบบหลักสูตรและการเรียนการสอน โดยกำหนดรูปแบบในแต่ละชั้นปีที่มีความต่อเนื่องของการบ่มเพาะนวัตกร กล่าวคือในปีที่ 1 มีการให้ความรู้และทัศนคติเชิงนวัตกรรมในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ปีที่ 2 เน้นการพัฒนาทักษะและมุมมองนวัตกรรมเชิงบูรณาการในรายวิชาพื้นฐาน ปีที่ 3 เน้นทักษะการสร้างผลงานด้วยโครงงานนวัตกรรมในรายวิชาชีพ ปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายให้เน้นการผลิตชิ้นงานนวัตกรรม ซึ่งควรกระตุ้นให้มีการนำไปประโยชน์และมีการวิจัยรองรับ นอกจากนี้ระหว่างการเรียนการสอนควรมีการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างวิชาชีพ และนักศึกษาแต่ละสาขาวิชา เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้หรือจัดแสดงเพื่อเผยแพร่ และต่อยอดนวัตกรรมที่มีลักษณะบูรณาการดังแผนภูมิที่ 2 และ
3) การกำกับและติดตามผล เป็นการกำกับและประเมินด้านผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบต่อสังคมและชุมชน โดยจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
แผนภูมิที่ 2 แสดงการออกแบบหลักสูตรบ่มเพาะนวัตกร

กลยุทธ์การกำกับและติดตามผล
การกำกับและติดตามผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบดำเนินการได้ดังนี้
การกำกับและติดตามด้านผลผลิต ควรประเมินเป็นระยะระหว่างเรียน โดยประเมินผลการเรียนการสอนปี 1-4 (Formative evaluation) และการประเมินหลังสำเร็จการศึกษา 6 เดือน–1 ปี (Summative evaluation) โดยประเมินคุณลักษณะในความเป็นนวัตกรของบัณฑิต เมื่อไปปฏิบัติงานในหน่วยงานต่างๆ อาทิ การออกแบบและใช้นวัตกรรม การดำเนินการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์ หรือการนำนวัตกรรมต่อยอดเชิงพาณิชย์
การกำกับและติดตามด้านผลลัพธ์
บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก ประเมินจากจำนวนผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลระดับชาติหรือนานาชาติ สำหรับการกำกับและติดตามด้านผลกระทบ ควรแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ผลกระทบต่อสังคมและชุมชน ประเมินจากชิ้นงานนวัตกรรมที่สามารถไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมหรือชุมชน และผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ สามารถประเมินจากการจัดอันดับการศึกษาไทยระดับภูมิภาคและระดับโลก กล่าวคือระดับอาเซียนมหาวิทยาลัยไทยอยู่ใน 1 ใน 3 และระดับโลกอยู่ 1 ใน 100 ตาม QS และ THE รวมทั้งอยู่ในระดับ 1 ใน 25 ตาม Global Innovation Index rankings
บทสรุป
การรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัวและเห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และควรสร้างให้เป็นวัฒนธรรมที่เคารพในทรัพย์สินทางปัญญา สถาบันการศึกษาต้องเพิ่มบทบาทในการปลูกฝังวัฒนธรรมการสร้างนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อการลอกเลียนแบบ และพัฒนาคุณลักษณะของนักนวัตกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศ การวางระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมลักษณะนี้ ต้องมีรูปแบบการบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตให้ได้คุณลักษณะความเป็นนวัตกร ภาครัฐที่ประกอบด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละศาสตร์วางนโยบาย ทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนที่มีการส่งเสริมด้านการลงทุนและการตลาดที่ดี เนื่องจากความสำเร็จที่สำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอยู่ที่ขั้นตอนของการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ แม้ว่าปัจจุบัน ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจดสิทธิบัตรซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ มีการวางแนวทางและดำเนินการปรับปรุงกระบวนการในการจดสิทธิบัตรให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) แต่การจดสิทธิบัตรเป็นเพียงขั้นตอนแรกของแนวทางการนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ การกำหนดแนวทางการผลักดันที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จึงมีความสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยุค 4.0 เข้าสู่กระบวนการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งอาจใช้มาตรการดังต่อไปนี้
- การผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ตั้งแต่ส่วนของภาคการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่มีความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เน้นการผลิตนวัตกรสู่ตลาดแรงงานที่เป็นภาคอุตสาหกรรม และการได้มาซึ่งนวัตกรรมระหว่างกระบวนการผลิตบัณฑิต จะได้รับต่อยอดด้วยการส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ระยะแรกของการผลิตนวัตกร
- ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานกลไกทางการตลาด การส่งเสริมด้านการค้าและการลงทุนสำหรับนวัตกรที่พร้อมจะต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ในรูปแบบ SMEs และกำหนดสัญญาที่เอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs เพื่อขยายการซื้อขายไปสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น
- การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ซึ่งต้องประกอบด้วย ความร่วมมือระหว่างพื้นที่จากการสนับสนุนของภาครัฐตามนโยบายประชารัฐ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานระดับภูมิภาคและระดับชาติทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อค้นหานวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละพื้นที่ และสร้างความเป็นเลิศในแต่ละพื้นที่ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศเชิงนวัตกรรม” อาทิเช่น การสร้างแบรนด์ การวางแผนส่งเสริมด้านการตลาด โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและผลักดันพลังของชุมชนในการสร้างนวัตกรรมชุมชน
- การนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ไม่ได้มีความหมายเฉพาะเจาะจงในด้านของการตลาดและผลกำไรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนและสังคมด้วยเช่นกัน ดังนั้น การบริการวิชาการของนักวิชาการในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะต้องครอบคลุมถึงการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในสังคมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและเพื่อป้องกันมิให้เกิดนวัตกรรมขึ้นหิ้ง การนำนวัตกรรมที่ได้จากการสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการผลิตบัณฑิตในมหาวิทยาลัย ควรนำมาใช้ในการส่งเสริมอาชีพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนสังคมได้
- การส่งเสริมอุปสงค์ของนวัตกรรม จากการที่เศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กทำให้ภาคเอกชนขาดแรงจูงใจในการลงทุนทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งตลาดรองรับผลงานมีขนาดเล็กทำให้ผลตอบแทนที่ได้ไม่เกิดความคุ้มทุน ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมบรรยากาศการแข่งขันเสรี การพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองผู้บริโภค การจัดกลุ่มและประเภทของนวัตกรรมอย่างเป็นระบบครอบคลุมถึงการปรับระบบการขึ้นบัญชีนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยจึงควรทำให้น่าสนใจกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

