พบแล้ว! อาจารย์ ม.รามฯ ตามหาจารึกชัยวรมันที่สูญหายหลังกรมศิลป์ขุดได้เมื่อ 27 ปีก่อน ที่แท้อยู่ในคลังพช. เหตุทะเบียนสับสน

2.04.18 | 18:11 น.
(ซ้าย) ภาพจารึกปราสาทเมืองเก่าในรายงานของหน่วยศิลปากรที่ 6 กรมศิลปากร ต้นฉบับพิมพ์ดีดเมื่อ พ.ศ.2533 (ขวา) จารึกหลักเดียวกัน ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง พบที่คลังพช.มหาวีรวงศ์ จ.นครราชสีมา หลังถูกเข้าใจว่าสูญหาย เนื่องจากทะเบียนสับสน

เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยถึงการค้นพบศิลาจารึกปราสาทเมืองเก่า ซึ่งมีการขุดค้นพบเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว โดยปรากฏในรายงานของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.2533 แต่หลังจากนั้น ไม่ปรากฏว่าถูกจัดแสดงหรือเก็บรักษาไว้ที่ใด

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ศิลาจารึกดังกล่าว ปรากฏในรายงานการขุดแต่งปราสาทหินเมืองเก่า บ้านเมืองเก่า หมู่ 1 ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเอกสารพิมพ์ดีดของหน่วยศิลปากรที่ 6 กรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.2533 ระบุว่าเป็นแท่งหินทราย สูง 36 ซม. กว้าง 25 ซม.อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ มีตัวอักษรจารึกที่ชัดเจน 3 ด้าน ด้านละ 11 บรรทัด เชื่อว่ากล่าวถึงอโรคยศาลาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมรโบราณ ในพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อราว 800 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อตนได้ติดตามหาจารึกหลักนี้ เพื่อใช้ประกอบการศึกษาเกี่ยวกับอโรคยาศาลา กลับไม่พบในนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) ทั่วประเทศ จึงติดตามโดยขอความร่วมมือจากสำนักศิลปากรทางภาคอีสานที่คาดว่าน่าจะมีข้อมูลดังกล่าว แต่ก็ไม่พบอีกเช่นกัน สุดท้ายได้ขออ่านรายการโบราณวัตถุในคลังของพช.มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งก็ยังไม่พบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดมาถึงหน้าสุดท้าย ตนรู้สึกแปลกใจถึงข้อมูลศิลาจารึกหนึ่งหลักที่ระบุว่าพบบริเวณปราสาทเมืองแขก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพถ่ายศิลาจารึกปราสาทเมืองเก่าที่ตนตามหา จึงตัดสินใจขอตรวจสอบโบราณวัตถุของจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมืออย่างดี สุดท้ายจึงพบว่า เป็นจารึกหลักเดียวกัน แต่เกิดความผิดพลาดจากการทพทะเบียนโบราณวัตถุเมื่อ พ.ศ.2550 ทำให้ไม่พบรายการของจารึกปราสาทเมืองเก่า เนื่องจากถูกเขียนเป็นปราสาทเมืองแขก ซึ่งเป็นปราสาทคนละหลัง แต่อยู่ในอำเภอสูงเนินเช่นเดียวกัน

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล

“ตอนนี้กำลังค้นคว้าเรื่องอโรคยศาล เพื่อเตรียมเขียนหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่ เลยตามหาจารึกปราสาทเมืองเก่า เพราะได้ข้อมูลจากรายงานการขุดแต่งของหน่วยศิลปากรในยุคนั้นว่ามีการพบจารึก และมีภาพถ่ายประกอบด้วย แต่ไม่มีใครตอบได้ว่า สรุปแล้วจารึกนี้อยู่ที่ไหน เบื้องต้นคาดว่า หากไม่อยู่ที่พช.พิมาย ก็น่าจะอยูที่ พช.มหาวีรวงศ์ ถ้าไม่จัดแสดง ก็คงเก็บในคลัง แต่พอดูรายการโบราณวัตถุของพช.ทั้ง 2 แห่งก็ไม่พบอีก ประกอบกับไม่มีการตีพิมพ์คำอ่าน คำแปลของจารึกนี้ลงในวารสารศิลปากร สาธารณชนจึงไม่รู้ว่ามีจารึกปราสาทเมืองเก่า ไม่แน่ใจนักภาษาโบราณของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรได้อ่านแปลไว้หรือไม่ แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ สุดท้ายแล้ว มาเอะใจตรงหน้าสุดท้ายของรายการศิลาจารึกที่ พช. มหาวีรวงศ์ ว่ามีอยู่หนึ่งหลักที่รูปทรงเหมือนจารึกปราสาทเมืองเก่า คือเป็นทรงกระโจม คล้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ตอนแรกเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่ใช่หลักเดียวกัน แต่เป็นจารึกที่พบในปราสาทเมืองแขก โดยให้ดูทะเบียนโบรารวัตถุ อย่างไรก็ตาม ทะเบียนเพิ่งทำเมื่อปี 2550 พอเปิดคลังเพื่อตรวจสอบ ปรากฏว่า ตรงกับภาพถ่ายเก่า เมื่อ 27 ปีก่อน รูปอักษรก็เป็นแบบเดียวกัน เลยมั่นใจว่าเป็นจารึกหลักเดียวกัน” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

Advertisement

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวอีกว่า เนื่องจากยังไม่เคยมีการตีพิมพ์คำอ่านคำแปล ตนจึงอ่านจารึกดังกล่าวอย่างคร่าวๆด้วยตนเอง พบว่าเป็นจารึกอักษรขอมโบราณ พุทธศตวรรษที่ 18 แต่งเป็นฉันท์ ภาษาสันสกฤต เนื้อหาคร่าวๆกล่าวสรรเสริญคุณงามความดีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงสถาปนาอโรคยาศาลาเมื่อมหาศักราช 1108 ตรงกับ พ.ศ. 1729 จากนั้นกล่าวถึงสิ่งของที่อุทิศไว้ที่อโรคยศาลแห่งนี้

“เข้าใจว่าปราสาทเมืองเก่าคืออโรคยาศาลประจำเมืองเสมา ความสำคัญของจารึกหลักนี้ คือการที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสถาปนาอโรคยาศาล คือ ศาลาไร้โรค หรือ ศาสนสถานประจำโรงพยาบาล จารึกนี้คือการประกาศเกียรติคุณของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และระบุว่าทรงอุทิศอะไรบ้าง ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนถึงการที่ดินแดนแถบนี้ยอมรับอาณาบารมีของกษัตริย์เขมรพระองค์นี้ ที่สำคัญคือ จารึกอโรคยาศาลเป็นเอกลักษณ์ของอีสาน เท่าที่รวบวมข้อมูลได้ในขณะนี้มี 14 หลัก กระจายตัวเหนือสุดถึงลำน้ำพอง ที่ขอนแก่น ไล่มาถึงชัยภูมิ และลำน้ำมูล ชีที่โคราช ซึ่งพบมาก เหนือสุดไกลถึงเวียงจันทน์ เนื้อหาคล้ายคลึงกัน คือสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่ความยาวต่างกัน ขึ้นอยู่กับรายการสิ่งของที่ทรงอุทิศ” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว