
ร้องเพลงสมัยอยุธยาเรียก “ร้องเนื้อเต็ม” หมายถึงร้องกับบรรเลงดนตรีเป็นทำนองเคล้าคลอพร้อมกันเข้ากับร้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพลงดนตรีสากลทุกวันนี้ในวัฒนธรรมป๊อป
[มีโน้ตเพลงสายสมรเป็นหลักฐานการร้องสมัยพระนารายณ์ อยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (พร้อมอีกเพลงหนึ่งชื่อสุดใจ ซึ่งยังมีปัญหาว่าจะไม่ใช่ทำนองเพลงดนตรีอยุธยา)]
ถ้าสังคมไทยแบ่งปันอย่างกว้างขวางสนุกสนานการร้องเนื้อเต็มสู่สาธารณะ จะเป็นพลังอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้วคือ เพลงลูกทุ่ง
พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าเพลงลูกทุ่ง เป็นร้องเนื้อเต็มแบบสมัยอยุธยา ที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อป
ปัญหาอยู่ที่ระบบการศึกษาไทยกีดกันร้องเนื้อเต็ม หลายครั้งยังออกอาการเหยียดๆ ด้วยซ้ำว่าเป็นวิถีไพร่ๆ ถ้าจะให้เป็นแบบคนดีต้องร้องเพลงเถา
สมัยอยุธยาไม่ร้องเพลง “เอื้อนมากลากยาว” อย่างเพลงเถาของดนตรีไทยทุกวันนี้ ซึ่งเป็นประเพณีประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นใหม่ราว ร.4 หลัง พ.ศ. 2400 เป็นปฏิปักษ์ไปกันไม่ได้กับป๊อป แต่การศึกษาไทยยกย่องเชิดชูอย่างยิ่งว่าเป็นไทยแท้ (ทั้งๆ ไม่มีอะไรแท้)
มโหรีแห่งกรุงศรีอยุธยา
ศาสตราจารย์พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์ (คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มีงานวิจัยเรื่อง “เพลงมโหรีแห่งกรุงศรีอยุธยา” โดยสร้างสรรค์ทำนองจากบทร้องเพลงมโหรีที่มี 72 เพลง ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน
เท่ากับสร้างสรรค์วิชาการทางประวัติศาสตร์ดนตรีไทย กับสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองไปพร้อมกัน
บทร้องมโหรี 72 เพลง เป็นงานสืบเนื่องจากสมัยอยุธยาถึงสมัยธนบุรี, สมัยรัตนโกสินทร์ บางบทรู้ทำนองร้องและดนตรี บางบทรู้ดนตรีแต่ไม่รู้ร้อง บางบทรู้ร้องไม่รู้ดนตรี แต่ส่วนมากไม่รู้ทั้งร้องและดนตรี ต้องแกะรอยสืบค้นใหม่ ซึ่งล้วน “ร้องเนื้อเต็ม” ไม่เอื้อนมากลากยาว
ร้องเพลงแบบอยุธยา ผมเคยเขียนบอกเล่าสู่กันฟังไว้ จะยกบางตอนมาดังนี้
แบบหลวงกับแบบราษฎร์
ร้องเพลงยุคอยุธยามีอย่างน้อย 2 ระดับ ได้แก่ ร้องแบบหลวง และร้องแบบราษฎร์
ร้องแบบหลวง รู้จักทั่วไปว่าร้องมโหรี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ร้องเนื้อเต็ม” หมายถึงร้องกับบรรเลงทำนองดนตรีเคล้าคลอไปพร้อมกัน (เหมือนเพลงสากลร่วมสมัยทุกวันนี้) มีในบทมโหรีกรุงเก่า เช่น ร้องนางนาค, ร้องพระทอง, ร้องเหรา, ร้องน้ำลอดใต้ทราย ฯลฯ
ร้องแบบราษฎร์ หมายถึง เพลงร้องเล่นของชาวบ้านชาวเมือง แม้ไม่เรียก “ร้องเนื้อเต็ม” แต่ทุกอย่างทำแบบ “ร้องเนื้อเต็ม” โดยไม่มีเครื่องบรรเลงแบบหลวง หากมีเพียงกลอง (เรียกโทน) กับตีเกราะเคาะไม้ (คล้ายโกร่งกรับ) เช่น เจ้าการะเกด, แม่สี, นางแมว, เทพทอง เป็นต้น
เพลงดนตรีไทยประเพณีที่มีการเรียนการสอนในสถานศึกษาทั่วประเทศ ควรให้ความสำคัญ “ร้องเนื้อเต็ม” เพราะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อวัฒนธรรมป๊อปในทางสากล แต่จะโน้มน้าวให้เข้าถึงประเพณีเพลงดนตรีระดับสูงต่อไป
ร้องเพลงเถา เรียก “เอื้อนมากลากยาว” เป็นลักษณะร้องกับบรรเลงดนตรีสลับกันคนละทีในความช้าเร็วต่างกัน ซึ่งเป็นประเพณีประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ สมัย ร.4, ร.5 แล้วยกย่องเป็นแบบฉบับร้องเพลงดนตรีไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง ควรแก้ไขให้เป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้น
บทร้อง
บทร้องมโหรีกรุงเก่า แต่งด้วยฉันทลักษณ์แบบกลอน แต่เป็นกลอนยุคต้นพัฒนาการ จึงไม่เหมือนกลอนแปดที่คุ้นเคยแบบสุนทรภู่ (ซึ่งเป็นกลอนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ห่างกันราว 300 ปี)
กลอนมาจากคำคล้องจองสั้นๆ เช่น ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก, ไปไหนมา สามวาสามศอกฯลฯ จากนั้นเป็นกลอนหัวเดียวแบบเพลงฉ่อย แล้วส่งสัมผัสสลับเป็นกลอนเพลง
มูลนายเอาฉันทลักษณ์กลอนเพลงไปแต่งเป็นเพลงมโหรี แล้วยังใช้แต่งบทละครเรื่องนางมโนห์รา มีต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดข่อย อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ
นักวิชาการสมัยใหม่เข้าใจคลาดเคลื่อน ว่าฉันทลักษณ์แบบนี้มาจากกลอนกล่อมเด็ก
แต่ในชีวิตจริงแม่กล่อมลูกหลานโดยเอาเพลงร้องเล่นในชีวิตประจำวันไปใช้ร้องกล่อม ดังนั้นกลอนแบบนี้ไม่ได้มีกำเนิดจากกล่อมลูก หรือกล่อมเด็ก
ชื่อทำนองกับเนื้อหาบทร้องมโหรีมีทั้งสอดคล้องกัน กับไม่เกี่ยวกันเลย เพราะไม่ได้ทำขึ้นคราวเดียวกัน
อ่านฉบับเต็มในออนไลน์ มติชนสุดสัปดาห์ เรื่อง มโหรี เพลงดนตรีมีนิยายเชิงสังวาส ของราชสำนักสมัยอยุธยา ไม่มีในชุมชนชาวบ้านชาวเมือง โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
