
เมื่อวันที่ 4 เมษายน เวลา 10.00 น. ที่วัดนางนองวรวิหาร เขตจอมทอง กรุงเทพฯ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) นายสตวัน ฮ่มซ้าย ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม , นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกองโบราณคดี และข้าราชการกรมศิลปากรอีกหลายราย ได้ร่วมหารือถึงการอนุรักษ์โบราณสถานของวัดดังกล่าวภายใต้โครงการ ‘แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง’ ด้วยความร่วมมือระหว่าง วัดนางนองวรวิหาร, บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน), กรมศิลปากร, มูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเบื้องต้นได้มีการพูดคุยถึงโบราณวัตถุสถาน 4 รายการที่จะเตรียมบูรณะ ได้แก่ 1. พระเจดีย์ประธาน 2. ศาลาใหญ่ซึ่งส่วนยอดของหน้าบันถูกฟ้าผ่าเสียหาย 3. หมู่กุฏิซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรม 4. ฉากลับแล ซึ่งยังคงเหลือชิ้นส่วนที่สามารถนำมาประกอบขึ้นใหม่ได้

นอกจากนี้ เจ้าหน้ากรมศิลปากรได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมติกรรมการวิชาการเกี่ยวกับการบูรณะเจดีย์วัดนางนองซึ่งเมื่อ 1 ปีก่อน โดยมีมติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 ถึงแนวทางการบูรณะว่าสมควรให้คงลักษณะเอียงของเจดีย์ไว้ตามสภาพเดิมยังไม่จำเป็นต้องปรับแก้ให้ตรงซึ่งต้องถากอิฐและปูนฉาบ เนื่องจากการเอียงที่ปรากฏยังไม่วิกฤตหรือเสี่ยงพังทลาย สันนิษฐานว่าเกิดจากดินที่ส่วนฐาน ไม่ใช่ที่โครงสร้าง ดังนั้น เห็นควรซ่อมเฉพาะส่วนที่ชำรุด โดยให้ใช้เทคนิคและวัสดุเดิม นอกจากนี้ควรตรวจสอบคุณสมบัติดินที่ฐาน เพื่อให้ทราบสาเหตุการเอียง และขอให้มีการขุดตรวจสอบ เพื่อเก็บข้อมูลฐานเจดีย์เดิมที่จมอยู่

จากนั้น พระสิรินันทมุนี เจ้าอาวาสวัดนางนอง, พระมหาวิชาญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และพระอนุชิต กิตติวัฑฒโน ได้นำชิ้นส่วนฉากลับแลที่เก็บรักษาไว้ออกมาให้นายขรรค์ชัย และคณะจากกรมศิลปากรร่วมพิจารณา โดยนำภาพฉากลับแลของวัดราชโอรสารามซึ่งอยู่ในย่านเดียวกันมาเปรียบเทียบ
พระอนุชิตกล่าวว่า ชิ้นส่วนฉากลับแลชุดนี้ มีรูปแบบและลวดลายใกล้เคียงกับฉากลับแลซึ่งรัชกาลที่ 3 สร้างถวายวัดราชโอรสารามอย่างมาก จึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยประกอบด้วยลวดลายนกอินทรีท่ามกลางดอกไม้และพันธุ์พฤกษา น่าเสียดายที่เหลือเพียงส่วนของเสาและฐานเท่านั้น

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ส่วนที่สามารถดำเนินงานบูรณะได้ก่อนคือเจดีย์ซึ่งมีแบบพร้อมแล้ว โดยจะมอบหมายให้ส่วนงานวิศวกรรมดูแล ส่วนกลุ่มสถาปัตยกรรมจะพิจารณาว่าคอนกรีตที่ชิดฐานเจดีย์นั้นควรจะมีระยะห่างเท่าใด เนื่องจากการที่อยู่ชิดกันทำให้เมื่อมีน้ำซึมเข้าไป จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างด้านล่าง นอกจากนี้ระหว่างการทำงานจะต้องส่งนักโบราณคดีมาขุดตรวจสอบด้วย สำหรับโบราณสถานส่วนอื่นจะมีการสำรวจและพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินงานต่อไปส่วนฉากลับแล ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่าชิ้นส่วนใดขาดหายไป ชิ้นส่วนใดยังคงอยู่ จากนั้นจะมีการร่างภาพที่สมบูรณ์ออกมา

นายอนันต์ ยังกล่าวถึงกรอบภาพเขียนสีใต้กระจกสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งถูกนำลงมาอนุรักษ์ตั้งแต่ปลายปี 2560 โดยนางนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกทม. เป็นผู้สนับสนุน ว่า กรมศิลปากรจะอนุรักษ์จิตรกรรมในอุโบสถในพื้นที่เหนือกรอบประตูหน้าต่าง ซึ่งเดิมมีกรอบภาพเขียนสีใต้กระจกติดตั้งอยู่ ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ผ่านการซ่อมแซม โดยในขณะนี้กรอบภาพดังกล่าวได้ถูกนำลงมาอนุรักษ์ ใกล้จะแล้วเสร็จ จึงจะถือโอกาสนี้ซ่อมจิตรกรรมก่อนที่จะนำกรอบภาพทั้งหมดขึ้นติดตั้งไว้ที่เดิม
“ฉากลับแลที่วัดนางนองมีลวดลายที่สวยงามมาก เป็นฝีมือที่สุดยอด จึงได้ฝากเจ้าหน้าที่ไปสเก็ตช์ภาพที่สมบูรณ์ออกมา ว่ารูปแบบเต็มเป็นอย่างไร โดยดูจากวัดราชโอรสเป็นหลัก สำหรับงานจิตรกรรมกระจกสี ก่อนที่จะนำภาพที่อนุรักษ์แล้วเสร็จมาติดตั้ง จะอนุรักษ์พื้นที่จิตรกรรมส่วนที่ภาพกระจกเคยปิดทับอยู่” นายอนันต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 น. นางนินนาท ชลิตานนท์ อดีตปลัดกทม. และนายสุพัฒน์ ชลิตานนท์ อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้เดินทางมาสมทบ โดยหารือเรื่องการดูแลรักษาจิตรกรรมลายกำมะลอรูปฮกลกซิ่วภายในพระอุโบสถ รวมถึงการจัดแสงที่สวยงามเหมาะสมต่อองค์พระพุทธรูปทรงเครื่องซึ่งเป็นพระประธาน จากนั้น เวลา 11.00 น. คณะทั้งหมดได้เข้าตรวจสอบความคืบหน้าของการอนุรักษ์กรอบภาพจิตรกรรมเขียนสีใต้กระจก และส่วนต่างๆของวัดที่มีการวางแผนบูรณะปฏิสังขรณ์ก่อนเดินทางกลับ
ทั้งนี้ มูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ร่วมกับบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ ‘แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง’ มาตั้งแต่พ.ศ.2553 จนถึงปัจจุบัน โดยเน้นการกระจายความรู้สู่กลุ่มคนทุกชนชั้น และร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆในการฟื้นฟูศาสนสถานและแม่น้ำลำคลองอย่างต่อเนื่อง


