น.ร.ผีโผล่โรงเรียนเอกชน สะเทือนทั้งวงการศึกษา

5.04.18 | 13:31 น.

ช็อกไปตามๆ กันเมื่อปรากฏข่าวโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ทำบัญชีนักเรียนผีทั้งระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมเพื่อสวมสิทธิรับเงินอุดหนุนรายหัวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) กระทรวงศึกษาธิการ

ว่ากันตามจริง เรื่องนักเรียนผีมีมาเป็นระยะๆ แต่ไม่เป็นข่าว ด้วยว่าที่ผ่านมาเป็นการสวมสิทธิโดยไม่ตั้งใจหรือไม่เจตนา ซึ่งอาจจะเกิดจากความสะเพร่าหรือไม่ใส่ใจของโรงเรียน อาทิ เด็กไม่มาเรียน 3-4 วัน ครูเข้าใจว่าเป็นแค่การขาดเรียน ขณะที่ผู้ปกครองพาเด็กย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่แล้ว เป็นต้น โรงเรียนเก่าจึงยังไม่ได้จำหน่ายชื่อเด็กออกจากระบบ จึงเกิดปัญหารายชื่อเด็กซ้ำซ้อนขึ้นได้ ที่ผ่านมาเมื่อตรวจเจอกรณีที่ไม่เจตนาทุจริต สช.เรียกเงินคืนจากโรงเรียน

แต่คราวนี้ที่ปรากฏเป็นข่าวสะเทือนไปทั้งวงการการศึกษาเพราะมีการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ ส่อถึงเจตนาของโรงเรียนที่จะโกงเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งถือเป็นเคสแรกที่ สช.เจอหลักฐานการปลอมแปลงเอกสารจะจะ จึงเป็นที่ฮือฮา ยิ่งเมื่อมีการแฉกลเม็ดและเทคนิคเหนือชั้น ก็ยิ่งทำให้คาดไม่ถึงว่าหน่วยงานที่ได้ชื่อว่าสถานศึกษาซึ่งมีหน้าที่ในการบ่มเพาะจิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรมให้กับคน กลับเป็นผู้กระทำในทางส่อทุจริตเสียเอง จึงควรที่วงการศึกษาจะศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อจะได้รู้เท่ากันและหาทางรับมือ

โรงเรียนเอกชนที่ตกเป็นข่าว เป็นโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรีที่สอนระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา โดยเทคนิคที่ใช้ปั้นนักเรียนผีเป็นเทคนิคที่ทำมานานนับ 10 ปีจนทำให้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนบาท

วิธีการคือ ปลอมใบเกิดเพื่อให้มีชื่อเด็กเรียนอยู่ในโรงเรียนและมีอายุถึงเกณฑ์ที่จะรับเงินอุดหนุนรายหัวได้ โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนกับเด็กเล็กเตรียมอนุบาลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น จ.กาญจนบุรี กล่าวคือตัวเด็กและชื่อเด็กอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลในชั้นเตรียมอนุบาล แต่ในเวลาเดียวกันกลับมีชื่อเด็กอยู่ในโรงเรียนเอกชนด้วย โดยปรากฏอยู่ในระดับชั้นอนุบาลหลักสูตร 3 ปี ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่รับเงินอุดหนุนรายหัวจาก สช.ได้

Advertisement

จากการตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนเอกชน พบรายชื่อเด็กซ้ำซ้อนไม่ต่ำกว่า 24 คน โดยมีหลักฐานรายชื่อซ้ำซ้อนชัดเจน!!

สำหรับเงินอุดหนุนรายหัวที่ สช.สนับสนุนโรงเรียนเอกชนสายสามัญศึกษา ดังนี้ ระดับก่อนประถมศึกษา(อนุบาล) 10,010.50 บาทต่อคนต่อปีจากค่าใช้จ่ายรายบุคคลตลอดทั้งปีอยู่ที่ 15,524 บาทต่อคนต่อปี, ระดับประถมศึกษา 10,180.5 บาทต่อคนต่อปี จากทั้งหมด 15,524 บาทต่อคนต่อปี, ระดับ ม.ต้น 13,797.50 บาทต่อคนต่อปี จากทั้งหมด 18,560 บาทต่อคนต่อปี และระดับ ม.ปลาย 14,127.50 บาทต่อคนต่อปี จากทั้งหมด 18,560 บาทต่อคนต่อปี โดยส่วนต่างของเพดานค่าใช้จ่ายที่เหลือ โรงเรียนสามารถเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ปกครองได้ ทั้งนี้ เงินที่ สช.อุดหนุนรายหัว จะช่วยสมทบเงินเดือนครูเป็นหลัก


ช่องรวมอัตราเงินอุดหนุนคือเงินที่สช.อุดหนุนรายหัวร.ร.เอกชน / ค่าธรรมเนียมการศึกษา คือส่วนที่ร.ร.เรียกเก็บจากผู้ปกครองได้แต่ต้องไม่เกินเพดานที่กำหนด
ศธจ.กาญจนบุรี สั่งสอบยกจังหวัด

การตกแต่งบัญชีนักเรียน ไม่ได้มีผลแค่เงินอุดหนุนรายหัว แต่ยังรวมถึงโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพในอีก 4 รายการ (ค่าเล่าเรียนอยู่ในหมวดเงินอุดหนุนรายหัวแล้ว) ได้แก่ หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน รวมถึงโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ที่มีเรตอยู่ที่ 7 บาทต่อคนต่อปี (260 วัน) และยังสามารถขอรับงบประมาณโครงการอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อปี (200 วัน) ในส่วนของโครงการอาหารกลางวัน แล้วแต่โรงเรียนว่าจะขอรับอุดหนุนหรือไม่ เพราะบางแห่งอาจเรียกเก็บจากผู้ปกครองซึ่งจะได้เงินสูงกว่าที่ได้รับอุดหนุนจากสช.

กรณีโรงเรียนเอกชนที่ตกเป็นข่าวนั้น ไม่ได้ขอรับอาหารกลางวัน แต่ได้รับอาหารเสริม (นม) โรงเรียนตลอดจนเงินอุดหนุนรายหัวและงบประมาณโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ!!

สำหรับเทคนิคการทำบัญชีนักเรียนผีของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ ใช้การปลอมใบเกิดของเด็กที่เกิดใหม่ตามโรงพยาบาล โดยผู้บริหารจะสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดตะกร้าของขวัญเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กทารกยี่ห้อเดียวกันทั้งหมด โดยจะแอบอ้างว่าโรงเรียนจัดกิจกรรมร่วมกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังกล่าว และจะมาแจกให้กับเด็กแรกเกิด มีเงื่อนไขว่าจะขอหลักฐานคือใบเกิดไปยื่นกับบริษัท จากนั้นทางโรงเรียนจะเอาใบเกิดมาปลอมแปลง จากเด็กแรกเกิดก็เปลี่ยนตัวเลขอายุเพิ่มอีก 3 ปี ให้สามารถเข้าเรียนในชั้นอนุบาลได้

นอกจากนี้ ให้ครูหรือเจ้าหน้าที่โรงเรียนไปขอใบเกิดจากคนในหมู่บ้าน ที่ทราบว่ามีเด็กเกิดใหม่โดยใช้เทคนิคการจัดตะกร้าของขวัญไปมอบให้เช่นเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ที่ทำก็ไม่ทราบว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการส่อทุจริตของผู้บริหารโรงเรียนเพื่อหารายชื่อนักเรียนผี

ภายหลังเป็นข่าวฉาวโฉ่ นายชลำ อรรถธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ได้ประสานให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาญจนบุรี ตรวจสอบและนายอนันต์ กัลปะ ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)กาญจนบุรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงในทันที พบหลักฐานที่มีมูลจำนวน 24 ราย ซึ่งเด็กทั้ง 24 รายนั้น เป็นเด็กที่ถูกแก้ไข พ.ศ.เกิด และกำลังจะได้รับเงินสนับสนุนรายหัวจากสช.ประจำเดือนมีนาคม รวมกันเป็นเงิน 20,176.83 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการส่อทุจริต จึงสั่งฝ่ายการเงินให้ชะลอจ่ายแล้ว พร้อมกันนั้นตรวจสอบย้อนหลังว่าโรงเรียนนี้เคยเปลี่ยนพ.ศ.เกิดของเด็กมานานแค่ไหนแล้ว
ทั้ง 24 ราย มีมูลการส่อทุจริต แบ่งเป็น 1.แก้ไข พ.ศ.เกิด 6 ราย โดยเด็กทั้งหมดยังไม่ได้เข้าเรียน เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ บางคนอายุ 1-2 ขวบเท่านั้น ต่ำสุด 8 เดือน 2.รายชื่อซ้ำซ้อนและนำไปแก้ พ.ศ.เกิด 18 ราย โดยทั้ง 18 ราย มีชื่ออยู่ที่โรงเรียนเอกชนดังกล่าว ทั้งที่ตัวเด็กพร้อมชื่อ อยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาลต่างๆ ในอำเภอท่าม่วง และ 3.ไม่มีตัวตนอยู่ในโรงเรียนซึ่งเบื้องต้นพบว่ามี 3 รายโดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก

ที่น่าตกใจกว่านั้น ครูที่เคยทำทะเบียนโรงเรียนนี้และได้ลาออกไปแล้ว ยอมรับว่าเคยทำบัญชีรายชื่อนักเรียนล่องหนขึ้นมา 1 ห้องเต็มๆ ประมาณ 30-40 คน ซึ่งเป็นเด็กผีไม่มีตัวตนจริงอยู่ในห้องนั้น โดยคนที่ลงชื่อเป็นครูประจำชั้นก็เป็นลูกชายของผู้บริหารที่ไม่มีห้องอยู่จริง!!

นายอนันต์ กัลปะ ศธจ.กาญจนบุรี ได้มอบหมายให้ นายโอภาส ต้นทอง รองศธจ.กาญจนบุรี พร้อมด้วยนิติกร ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรีแล้วเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในคดีอาญา ผู้ถูกแจ้งความ ประกอบด้วย ผู้จัดการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน ที่กล้าแจ้งความเพราะเจ้าหน้าที่ศธจ.กาญจนบุรี ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลกับทะเบียนราษฎร์ของฝ่ายปกครอง พบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จขึ้นจริง อีกทั้งยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาล เพื่อทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเด็กแต่ละคนมีรายชื่ออยู่ตามศูนย์เด็กเล็กของเทศบาลจริง

“ผู้จัดการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจะถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและแพ่ง โดยคดีแพ่งจะต้องตรวจสอบย้อนหลังว่ามีการทุจริตไปแล้วเท่าไร ในคดีแพ่ง โรงเรียนจะต้องคืนเงินให้สช. 2 เท่า จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ได้รับเงิน” นายอนันต์ ระบุ

สำหรับหลักฐานเอกสารที่ตรวจพบ ปรากฏว่ามีการแปลอมแปลงสำเนาทะเบียนบ้าน ใบสูติบัตร ใบมอบตัวนักเรียน/ใบสมัครเข้าเรียน จัดทำ/แก้ไขเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จ กล่าวได้ว่าเป็นการเจตนาเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อเบิกเงินอุดหนุนรายรายหัว และเจตนาคีย์ข้อมูลเข้าไปในระบบสารสนเทศอันเป็นเท็จ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

นอกจากจะโดนคดีอาญาและแพ่งแล้ว ในกรณีที่มีการเปลี่ยนหลักฐานใบทะเบียนบ้านครูและนักเรียน ยังมีโทษตามมาตรา 137 แห่งพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ซึ่งวรรคหนึ่งระบุว่า ผู้ใดปลอมเอกสารหลักฐานต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ กรณีเป็นผู้อํานวยการ ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าตามวรรคหนึ่ง, ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารหลักฐานที่รู้อยู่แล้วว่าผิด ต้องระวางโทษตามวรรคหนึ่ง และถ้าผู้ทําผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ใช้หรืออ้างเอกสารหลักฐานอันเป็นผิดตามวรรคสามด้วย ให้ลงโทษตามวรรคสามแต่กระทงเดียว

สำหรับระบบการตรวจสอบข้อมูลนักเรียนก่อนโอนเงินนั้น ถือว่าค่อนข้างรัดกุม โดยสช.จะให้โรงเรียนคีย์ข้อมูลนักเรียนเข้าสู่ระบบทุกวันที่ 10 มิถุนายนของปี เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนรายหัวของปีงบประมาณถัดไป 1 ปี เช่น คีย์ข้อมูลปี 2561 เพื่อจัดตั้งงบปี 2563 และจะต้องอัพเดตข้อมูลทุกเดือนก่อนโอนเงิน เพราะเป็นการโอนรายเดือน ไม่ใช่รายภาคหรือรายปี ที่โอนรายเดือนเพราะจำนวนเด็กโรงเรียนเอกชนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้โรงเรียนจะต้องคีย์ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ถ้านักเรียนออก ก็ต้องจำหน่ายชื่อออกจากระบบ โดยต้องคีย์ข้อมูลรายเดือนให้แล้วเสร็จภายในทุกวันที่ 3 ของเดือน จากนั้นสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จะตรวจสอบเพื่อรับรองความถูกต้องและรวบรวมเสนอสช.ภายในวันที่ 10 ของเดือน สช.ตรวจสอบผ่านระบบแล้วโอนเงินให้จังหวัดในวันที่ 25 ของเดือน และศธจ.จะโอนเงินให้กับโรงเรียนต่อไป
ระบบดี แต่ปัญหาคือบุคลากรน้อย จึงไม่สามารถลงไปตรวจสอบถึงโรงเรียนเพื่อตรวจนับรายหัวได้ จึงต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริตของผู้บริหารโรงเรียน ซึ่ง สช.ไม่คิดว่าสถานศึกษาจะทำเรื่องดังกล่าว

เป็นบทเรียนราคาแพงไม่คุ้มค่ากับเงินแค่ไม่กี่แสน และความเสียหายที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงความอ่อนแอของระบบการศึกษา ที่สถาบันที่ควรบ่มเพาะขัดเกลาคนให้เป็นคนดี กลับมาทำเรื่องไม่ดีเสียเอง