คำต่อคำ! ดร.ศูนย์มานุษฯ เปิดหลักฐานใหม่ ยันอยุธยามี “จูบปาก” คัดวรรณคดียุคก่อนพระนารายณ์โชว์ชัด “ช้อยชิวหา”

7.04.18 | 17:42 น.

สืบเนื่องกรณีมีนักวิชาการหลายรายยืนยันตรงกันว่าในวัฒนธรรมไทยสมัยโบราณ ไม่มีการ ‘จูบปาก’ โดยไม่ปรากฏทั้งในจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งที่มีภาพเชิสังวาสมากมาย รวมทั้งไม่ถูกเอ่ยถึงในวรรณคดีเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น สันนิษฐานว่าเพราะคนยุคนั้น ‘กินหมาก’ เป็นประจำ ทำให้ทั้งฟันดำ และอาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน ดร.ตรงใจ หุตางกูร นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า จากการที่ตนได้ศึกษา “ทวาทศมาสโคลงดั้น” วรรณคดีโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่งขึ้นในยุคสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส พบว่ามีข้อความที่เชื่อว่าสื่อถึงการจูบแบบปากประกบปากและใช้ลิ้นสัมผัสกัน หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า จูบแบบฝรั่งเศส หรือ french kiss โดยตนได้เขียนบทความขนาดสั้นขึ้น เพื่ออธิบายประเด็นดังกล่าวอีกด้วย

เนื้อหาต่อไปนี้เขียนโดย ดร.ตรงใจ หุตางกูร

ช้อยชิวหา = French kiss ?

การจูบแบบปากประกบปากขนาดที่ใช้ลิ้นสัมผัสกันที่เรียกว่า “ชิวหาต่อชิวหา” หรือ จูบแบบฝรั่งเศส (french kiss) นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่เปิดเผยในสังคมไทยสมัยโบราณ ถึงขนาดว่า ถ้าว่าด้วยศิลปะแห่งการเล้าโลมทางกามารมณ์ ที่ถูกถ่ายทอดในภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือในงานวรรณคดีไทยแล้ว แม้จะแสดงท่วงท่าต่างๆ ไว้อย่างมากมาย แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าไม่มีการจูบแบบ “ชิวหาต่อชิวหา” ปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน จนอาจทำให้คิดไปได้ว่า หรือการจูบแบบ “ลิ้นสัมผัสลิ้น” นี้คงเป็นวัฒนธรรมมาจากฝรั่งกระมัง?

Advertisement

แต่อย่างไรเสีย ต้องไม่ลืมว่า การเล้าโลมทางกามารมณ์ย่อมมีบ่อเกิดมาจาก “สัญชาติญาณทางเพศ” ของมนุษย์ ที่ผ่านเครื่องรับรสทั้งห้า คือ รูป (= ตา) รส (= ลิ้น) กลิ่น (= จมูก) เสียง (= หู) และสัมผัส (= ลูบคลำ) รวมไปถึงเครื่องรับรสทางใจคือ “ความรัก” ด้วย ฉะนั้น “ลิ้น” ย่อมเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรสสัมผัสนี้ ซึ่งเรื่อง ลิ้นสัมผัสลิ้น จะถูกบันทึกไว้โดยกวีหรือจิตรกรรมหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการวางองค์ประกอบศิลป์ ซึ่งอาจถูกตัดออกไปก็ได้ และนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า การจูบแบบชิวหาต่อชิวหาจะไม่เคยมีในสังคมไทยสมัยโบราณมาก่อน หากพิจารณาว่าการจูบแบบ “ชิวหาต่อชิวหา” น่าจะมีอยู่แล้วในสังคมในสมัยโบราณ ก็อาจดูร่องรอยได้ในโคลงบทหนึ่งของ “โคลงทวาทศมาส” ที่แม้มิได้บอกไว้อย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นการจูบ แต่ก็ให้มโนทัศน์ของบทรักที่กวีประทับใจใน “ช้อยชิวหา” หรือ ลิ้นอันอ่อนนุ่มของนาง ในที่นี้ กวีก็คงใช้ลิ้นของตนสัมผัสกับลิ้นอันอ่อนนุ่มของนาง อันเป็นภาพของการจูบแบบชิวหาต่อชิวหา กวีคงไม่ใช้นิ้วไปสัมผัสลิ้นนางเพราะบทนี้เป็นบทต่อเนื่องขณะที่กวีกำลังเล้าโลมใบหน้าอันงดงามและมีกลิ่นหอมของนาง ดังโคลงที่ว่า

๑๐ ๏ เรียมคิดสังวาสรู้ รสรมย
ดวงเสียดดวงเดียวจอม จอดเจ้า
คิดปางพิโดรฉม พักเตรศ
ฤๅห่อนเอองคเคล้า คลาศยาม

ถอดความ: พี่คิดถึงเมื่อคราวร่วมรักกัน แลได้รู้รสชาติแห่งความสุข; คราวที่ดวงหน้าของเราเบียดแนบกัน ใจพี่ก็จอดอยู่กับน้องคนเดียว; คิดถึงกลิ่นหอมฟุ้งจากใบหน้าสุดสวย; เคยหรือที่จะให้น้องอยู่เดียวดาย ปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่เคล้าคลึง.

๑๑ ๏ เรียมคิดพิเศษช้อย ชิวหา
รนฤดีดัษกาม ก่อเกื้อ
ถวิลทิพยสุนาสา เสาวณิศ
เนื้อแนบนวลนุชเนื้อ แนบใน

ถอดความ: พี่คิดถึงลิ้นอันอ่อนช้อยของน้องยิ่งนัก; ที่ก่อให้เกิดอารมณ์ใคร่ด้วยใจอันเร่าร้อน; หวนคิดถึงกลิ่นทิพย์แลเสียงออดอ้อนของน้อง; คิดถึงเคยเนื้อแนบเนื้อน้อง ดุจเป็นเนื้อเดียวกัน.

เป็นอันว่า ถ้าพิจารณาว่า “ช้อยชิวหา” ในโคลงนี้ คือ “french kiss” นี่ก็เป็นหลักฐานว่า การจูบแบบนี้ มีบันทึกไว้แล้วอย่างน้อยก็ตั้งแต่ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงพระนครศรีอโยธยา