คำตอบสุดท้าย… “ไล่ออก” ผอ.สามเสนฯ จบมหากาพย์ “แป๊ะเจี๊ยะ” ??

11.04.18 | 15:34 น.

ในที่สุด คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) มีมติเอกฉันท์ 6:0 “ไล่ออก” จากราชการ นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กรณีมีการเผยแพร่คลิปกล่าวหานายวิโรฒเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ 4 แสนบาท เพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ปีการศึกษา 2560 หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 11 เดือน

นานจนเกือบคิดไปแล้วว่า อาจมี “มวยล้ม” ปล่อยเรื่องเงียบหายเช่นเดียวกับหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ย้ำตลอดว่า ต้องเอาจริง ใครทำอะไรไว้ ต้องได้รับผลกรรมนั้น…

กรณีนายวิโรฒถูกกล่าวหารับแป๊ะเจี๊ยะ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2560 ปรากฏว่ามีการเผยแพร่คลิปผู้อำนวยโรงเรียนดังย่านพระราม 6 รับเงิน 4 แสนบาทแลกรับนักเรียน ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร (สพม.เขต 1 กทม.) ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง และให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษร จากนั้นวันที่ 20 มิถุนายน นายวิโรฒได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง

แต่ “ปฏิเสธ” ว่าไม่ได้รับเงิน โดยอ้างว่าเป็นการกระทำของศิษย์เก่า ถ่ายคลิป ตัดต่อภาพ และเสียง และเจ้าตัวได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีการเผยแพร่คลิปซึ่งทำให้เสียชื่อเสียงด้วย ต่อมานายวิโรฒถูกสั่งย้ายให้มาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวที่ สพม.เขต 1 กทม.ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2560 ภายหลังคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงพบ “มีมูล” รับแป๊ะเจี๊ยะในเดือนกรกฎาคม 2560 ได้เสนอตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายวิโรฒ และพวก รวม 4 ราย

กระทั่งในเดือนมกราคม 2561 มีความคืบหน้าค่อนข้างชัดเจน โดยคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ได้เชิญผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด มารับทราบข้อกล่าวหา และเปิดให้ยื่นข้อโต้แย้ง ปรากฏว่าทั้งหมดได้ยื่นข้อโต้แย้งภายใน 15 วัน โดยครบกำหนดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ซึ่งนายวิโรฒ และพวก ได้ขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ ได้กำหนดเส้นตายให้ โดยสรุปผลสอบภายในวันที่ 28 มีนาคม

Advertisement

ถัดจากเส้นตาย 3 วัน นพ.ธีระเกียรติเปิดเผยผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้น พบว่า มีมูลทุจริตวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษไล่ออก และปลดออก ซึ่งจะต้องเสนอให้ที่ประชุม กศจ.กทม.ที่มีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ชี้ขาด ระหว่างนี้ ให้ใช้มาตรการป้องกันและปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้นายวิโรฒ “ออก” จากราชการไว้ก่อน

จากนั้นวันที่ 5 เมษายน *นายวินัย ยงเจตรการณ์* รองศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กทม.รักษาการตำแหน่ง ศธจ.กทม.ได้ลงนามในคำสั่ง สำนักงาน ศธจ.กทม.ที่ 008/2561เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ออกจากราชการไว้ก่อน โดยในหนังสือดังกล่าวมีสาระสำคัญว่า

ด้วยนายวิโรฒ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสามเสนฯ สังกัด สพม.เขต 1 กทม.รับเงินเดือน ในระดับ คศ.4(3) ขั้น 69,040 บาท มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในเรื่องที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการรับนักเรียน โดยมีการรับบริจาคเงิน ในช่วงเปิดรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ในโรงเรียนสามเสนฯ ประจำปีการศึกษา 2560 และเมื่อมีผู้บริจาคเงินแล้ว ไม่ดำเนินการตรวจนับ และออกใบเสร็จให้แก่ผู้รับเงินในทันที แต่กลับนำเอาเงินมาเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟของโรงเรียน โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในคำสั่งหัว คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิของ ศธ.ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ข้อ 13 และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มีนาคม 2561 ตามข้อ 2 ของมาตรการป้องกันและปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ จึงให้นายวิโรฒ ออกจากราชการไว้ก่อน

และที่ประชุม กศจ.กทม.เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 เมษายน จึงมีมติเอกฉันท์ตามที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เสนอ “ไล่ออก” จากราชการนายวิโรฒ

จบมหากาพย์ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร.ร.สามเสนฯ ที่ยืดยื้อมานานเกือบปี!

ถือเป็นอุทธาหรณ์ที่ผู้บริหารโรงเรียนต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องแบบนี้ ถ้าทำดี ก็ถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าทำความผิดแม้แต่น้อยนิด ความดีที่ถูกสะสมมาตลอดอายุราชการ ก็ช่วยอะไรไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กรณีการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียน จะโยนความผิดของผู้บริหารโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะหากไม่มี “คนให้” ก็คงไม่มี “คนรับ” ซึ่งก็ว่าไปถึง “ค่านิยม” ของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียน ดี เด่น ดัง จนลืมคิดถึงความถูก หรือผิด

จนลืมคิดไปว่าอาจเป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธ์ร้ายๆ ให้ลูกหลาน ที่อาจคิดได้ว่า “โกง” เพื่อให้ได้มา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า “ผู้ปกครอง” เอง ควรมี “ความผิด” ด้วยหรือไม่?

ซึ่งกรณีของนายวิโรฒ อาจไม่ใช่รายแรก แต่ก็ถือเป็นเรื่องดี ที่กระตุกให้สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาฉุกคิด แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยในการรับนักเรียนสังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2561 สพฐ.ร่วมกับ *สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)* ลงตรวจสอบโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนดัง เพื่อป้องปรามการรับแป๊ะเจี๊ยที่จะมีขึ้นในช่วงรับนักเรียน

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ประกาศชัดเจนตั้งแต่ต้นปี ว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการ คือ “ไม่” รับฝากเด็กเด็ดขาด ส่วนผู้บริหารระดับสูงหากมีรายชื่อใครส่งมาให้ก็ขอให้ทำตามขั้นตอน อย่าบังคับโรงเรียน

รวมถึง ออกมาตรการป้องกันการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.โดยส่งหนังสือ ถึงผู้อำนวยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ โดยอ้างถึงมาตรการป้องกันการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา “แป๊ะเจี๊ยะ” ของ ป.ป.ช.ให้ผู้อำนวยเขตพื้นที่ฯ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และประธานกรรมการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานประจำเขตตรวจราชการ ร่วมดำเนินการป้องกันการเรียกรับทรัพย์สินฯ ดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ให้เขตพื้นที่การศึกษาฯ ลงพื้นที่สุ่มตรวจการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง และเร่งรัดประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจให้ผู้ปกครองนักเรียน ประชาชน รวมทั้ง ข้าราชการในสังกัด รับทราบถึงความผิด และบทลงโทษ กรณีการเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเงินบริจาค ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินบริจาคแต่ถือเป็นเงิน “สินบน” ในฐานะผู้รับสินบน และให้สินบน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมาย ป.ป.ช.

2.กรณีมีผู้บริจาคทรัพย์สินให้สถานศึกษาถือปฏิบัติตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้สถานศึกษา พ.ศ.2552 อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ

และ 3.ให้ประธานกรรมการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำเขตตรวจราชการสนับสนุน ส่งเสริมประสานความร่วมมือ ควบคุม กำกับติดตาม ประเมินผลเขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษาในสังกัด ให้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ถือเป็นมาตรการเชิงรุก ที่ทำให้ปัญหาการรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนเบาบางลง แต่อย่างว่า ผลประโยชน์ไม่เข้าใคร ออกใคร กรณีของนายวิโรฒใช่ว่าจะเป็นรายสุดท้าย เพราะเป็นที่รู้กันว่าการรับฝากเด็ก ไม่ได้มีเฉพาะในระดับผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังมี “เด็กฝากนาย” ที่ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งมีกันมาตลอดทุกยุค ทุกสมัย

ก็ได้แต่หวังว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาในช่วงนี้ รวมถึง กรณีของนายวิโรฒ จะทำให้ปัญหาการเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” เพื่อแลกที่นั่งเรียน บรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง ส่วนจะแก้ปัญหาได้ถาวรหรือไม่ คงต้องรอดูกันไป!!