เอกชน 10 แห่ง ร่วมเสนอชื่อขอเข้าร่วมโครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’

11.04.18 | 15:44 น.

เมื่อวันที่ 11เมษายน นพ.อุดม คชินทร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในรูปแบบพลับบลิค สกูล (Public School) ว่า ที่ประชุมได้เปลี่ยนชื่อโครงการพลับบลิค สคูล เป็น พาร์ทเนอร์ชิพ สกูล (Partnership School) หรือ โรงเรียนร่วมพัฒนา คือโรงเรียนยังเป็นของ ศธ.มีงบประมาณให้แต่การบริหารจัดการโรงเรียน ทำโดยผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่ท้องถิ่น ประชาสังคม ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งจะแตกต่างจากโรงเรียนประชารัฐที่มีอยู่ 3,000 กว่าโรง ที่ภาคสังคมจะเข้ามามีส่วนช่วยเฉย  แต่โรงเรียนร่วมพัฒนาเอกชนจะเข้ามาบริหาร ซึ่งคณะทำงานหวังว่าจะเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการโรงเรียนของ ศธ.ทั้งหมด ซึ่งตนคิดว่าหากมีการพัฒนาและเดินตามแนวนี้ไปเรื่อยๆ ใน 20 ปี โรงเรียนในไทยจะเหมือนในต่างประเทศที่เจริญแล้ว ภาคสังคมในท้องถิ่นจะเป็นผู้ดูแลและเป็นประธานสถานศึกษา คัดกรรมการสถานศึกษาเอง ศธ.มีหน้าที่ปลดล็อคเงื่อนไขต่างๆให้ และดูแลคุณภาพมาตรฐานของโรงเรียน

รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องการบริหารงานบุคคล ซึ่งผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่เข้าร่วมประชุมด้วยบอกว่า สามารถปลดล็อคได้ ระเบียบเปิดไว้แต่ที่ผ่านมาเราไม่กล้าทำ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จึงสามารถกำหนดเรื่องของการจ้างครูใหม่ การกำหนดคุณสมบัติผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ 4 ปีอย่างต่อเนื่อง ส่วนเงินเดือนของผู้ปฏิบัติงานจะใช้อัตราเงินเดือนเดิม เพียงแต่มีการประเมินผลการทำงานตามเป้าหมายของสถานศึกษาซึ่งจะมีเงินท็อปอัพระหว่างปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนร่วมพัฒนา การกำหนดหลักสูตรสามารถกำหนดเองได้ยืดหยุ่นอีก 30% ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สพฐ.ทำคู่มือปฏิบัติงานพร้อมทั้งหน่วยงานประสานงานกลางขึ้นเพื่อดูแลโรงเรียนร่วมพัฒนา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มเวลา มีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธาน เวลาโรงเรียนร่วมพัฒนามีปัญหาก็ส่งเรื่องมาที่หน่วยงานนี้ โดยไม่ต้องผ่านศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)

“ขณะนี้มีบริษัทเอกชน 10 แห่งเสนอรายชื่อโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา มาแล้วประมาณ 70 โรง อาทิ บริษัท มิตรผล จำกัด (มหาชน) เสนอชื่อโรงเรียนมา 4 โรง อาทิ ร.ร.บ้านหนองไผ่ดุสิตประชา ร.ร.บ้านภูดิน(มิตรผลอุปถัมภ์)จ.ชัยภูมิ  วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาเขตหนองเรือ จ.ขอนแก่น ร.ร. สมสะอาดพิทยาสรรพ์ จ.กาฬสินธุ์ โรงเรียนอุตสาหกรรมน้ำตาลอิสานและบริษัท รามาฟู้ด จำกัด เสนอโรงเรียนวัดปลักไม้ลาย จ.นครปฐม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เข้าร่วมประชุมวันนี้ได้แสดงความกังวลว่า หากเปลี่ยนรัฐบาลแล้วนโนบายจะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งผมให้คำยืนยันว่าเรื่องได้เขียนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ศธ.ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปีที่มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กำกับไว้  และหากเป็นโครงการที่ดี หากใครมาเปลี่ยนทำให้ดีน้อยลง หรือแย่มากขึ้น สังคมคงไม่ยอม” นพ.อุดม กล่าว