อีกหนึ่งประเด็นซึ่งยอมรับกันว่าละครบุพเพสันนิวาสสร้างคุณูปการอย่างยิ่ง คือทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจประวัติศาสตร์ ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า
“ประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์ยากนะ ต้องเรียนปริญญาโทถึงจะรู้เรื่อง แต่นี่ชาวบ้านรู้แล้ว ฟอลคอนคือใคร ฝอยทองมาจากไหน (หัวเราะ)”
ส่วนกระแสแต่งชุดไทยแชะภาพและเยี่ยมเยือนโบราณสถาน ถามว่า ควรนำไปสู่สิ่งอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้หรือไม่ มองว่า พอมีการจุดประกายให้คน “อิน” กับประวัติศาสตร์ ภาครัฐ เอกชน สื่อสารมวลชน บริษัทการค้า ธุรกิจ สามารถ “เล่นต่อ” ได้ โดยควรดึงมาขยายความเรื่องที่เป็นปัจจุบัน ในแง่มุมของปัญหาที่ส่งผลถึงอนาคต อาจเป็นนโยบาย, แผนงาน CSR หรืออื่นๆ
“สิ่งที่จะทำต่อไปควรมีมิติของอนาคต เช่น รักษาสภาพแวดล้อม นิเวศวิทยา แม่น้ำลำคลอง แล้วแต่ใครถนัดเรื่องอะไรก็เอามาต่อกับกระแสรักชาติได้ ไม่ต้องแต่งชุดไทยอย่างเดียว วันไหนอยากแต่งก็แต่ง การออกจดหมายขอความร่วมมือสถานศึกษาและหน่วยงานราชการแต่งชุดไทย ถ้ารัฐเชื่อว่าต่อไปคุณต้องแต่งแบบการะเกดทุกคนจะได้ดูดี อันนี้ไม่ไหว เรารู้ว่าทำแบบนี้ สังคมไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน สิ่งที่คนอยากเห็นคือปัจจุบันกับอนาคต ประวัติศาสตร์ คือเครื่องมือ ช่วยกระตุ้นนิดเดียวก็ไปได้ แต่จะไปยังไงแค่นั้นเอง จะไปแบบจูงจมูกกันไป หรือคลานกันไป หรือเปิดโอกาสให้คนคิดอย่างก้าวหน้า ควรใช้ศักยภาพให้เต็มที่ และเลิกเซ็นเซอร์เสียที ต้องสร้างนวัตกรรม”
สำหรับปมวิวาทะอันร้อนแรงหลังบทความ “ออเจ้าเล่าจำอวด” ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ รวมถึงการวิจารณ์ถึงข้อความในเฟซบุ๊ก “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ที่มีต่อแนวทางภาครัฐที่รณรงค์แต่งไทย โดยส่วนหนึ่งมองว่าไปก่นด่าละครบุพเพสันนิวาส
ถามว่า สังคมกำลังหลงทางหรือไม่?
ศ.ดร.ธเนศบอกว่า ควรเลิกทะเลาะกันว่าอีกฝ่ายพูดไม่ตรงกับที่เข้าใจ ให้ถือว่าเป็นการมองคนละมุมจะดีกว่า
“อย่าไปโทษสังคม เอาแค่ว่าต่างคนต่างมอง แต่ละกลุ่มมองไปคนละอย่าง เป้าหมายของ อ.นิธิ คือให้ข้อคิด วิพากษ์ เปรียบเทียบให้เห็นความหมายเรื่องไทยนิยมที่เกิดมานานแล้วตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนโยบายรัฐที่จะรักษาหน้าตาและมาตรฐานให้ทัดเทียมประเทศอื่น แต่ปัจจุบันเราไม่ต้องใช้นโยบายแบบนั้นแล้ว คนที่วิจารณ์เขาอยากมองอะไรที่มีความหมายกว่านี้” ศ.ดร.ธเนศกล่าว
อ่านสกู๊ปฉบับเต็ม เมื่อ ‘บุพเพฯ’ อาละวาด สะเทือนการเมือง สังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่ไม่มีในแบบเรียน

