‘อรรถพล’ยัน 600 ล.ประเดิมกองทุนฯยังอยู่ครบจ่อเช็กเงินมูลนิธิเสมาหวั่นล่องหน  

12.04.18 | 16:00 น.

นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ที่มีนายการุณ  สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ.เป็นประธานเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตที่เกิดขึ้นและแจ้งต่อที่ประชุมว่าต่อไปในการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ รอบนี้ควรจะต้องเร่งทำรายงานการประชุม ไม่ใช่ไปรับรองการประชุมปีหน้าเหมือนเช่นที่ผ่านมา ต่อไปนี้อยากให้ภายใน 5 วันทำการรายงานการประชุมต้องเสร็จและถ้าไม่มีการประชุมในช่วงที่กำหนด ก็ต้องแจ้งเวียนให้รับทราบ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้เดือนพฤษภาคม อยากให้มีการจัดประชุมอีกรอบหนึ่ง เพื่อพิจารณาอนุมัติเงิน ให้กับผู้รับทุนว่า ต้องอนุมัติให้ใคร เท่าไร  ขณะเดียวกันยังได้นำสมุดคู่ฝากให้ปลัดศธ. ตรวจสอบ ซึ่งในส่วนของ เงินต้น 600 ล้านบาทที่ได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลยังมีอยู่ครบไม่ได้หายไปไหน โดยขณะนี้กองทุนฯ มีทั้งหมด 3 บัญชี บัญชีแรก เป็นบัญชีเงินฝากประจำ ซึ่งมีเงินประเดิมจากสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 600 ล้านบาท บัญชีที่2 บัญชีฝากประจำ ไว้สำหรับรับดอกเบี้ยที่เกิดจาก 600 ล้านบาท และบัญชีที่ 3 อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย เป็นบัญชีสำหรับรอการจ่ายในส่วนที่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯอนุมัติ จะต้องเบิกจากบัญชีนี้

“ที่ผ่านมามีการประชุมปีละครั้ง แต่เวลาจ่ายกลับซอยย่อย บางปีจ่ายถึง 7 ครั้ง ตรงนี้เป็นช่องทางให้มีการฉ้อฉลได้ง่าย ขณะเดียวกันยังรายงานต่อที่ประชุม ว่าขอให้ตรวจสอบอีกบัญชีหนึ่ง คือบัญชี มูลนิธิเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งมี นายสุรัตน์ ศิลปอนันต์ อดีตปลัดศธ. เป็นประธานกองทุนฯว่าเงินไปอยู่ที่ไหน เหลืออยู่หรือไม่โดยบัญชีนี้เกิดจากเงินประเดิมกองทุนฯ ที่ได้จากสถาบันการเงิน จำนวน 2 แสนบาท เจตนาเพื่อตอบแทนคณะกรรมการกองทุนฯ ขณะนั้นแต่คณะกรรมการกองทุนฯ ไม่รับ จึงจัดตั้งกองทุนดังกล่าวขึ้น”นายอรรถพลกล่าวและว่า ขณะนี้การสืบสวนระหว่างศธ.และป.ป.ท. มีการประสานข้อมูลใกล้ชิดกันมากขึ้น ข้อมูลทางตัวเลขต่าง ๆ น้ำหนักจะอยู่ที่ศธ.ซึ่งตนเองจะเร่งสรุป โดยขณะนี้ยังเหลืออีก10จังหวัดที่ยังไม่ส่งข้อมูลมาให้คณะกรรมการสืบสวนฯ โดยตนได้รายงานให้ปลัดและรัฐมนตรีว่าการศธ.รับทราบแล้วว่า 10 จังหวัดนี้ส่งข้อมูลช้า ซึ่งทางปลัดศธ. คงต้องตามต่อไป

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้นั้น ข้าราชการระดับ 8 ของศธ.ที่พบเพิ่ม2รายนั้นเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงิน ซึ่งทั้งสองคนรับสารภาพ โดยนำเสตทเมนท์มาแสดง 1 ราย แต่ให้การว่าการรับโอนเพราะเป็นการใช้หนี้ โดย 1 รายรับโอนเพียงครั้งเดียว ส่วนอีก 1 ราย รับโอน 9 ครั้งแต่ทั้ง 2 รายก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เป็นหนี้ที่เกิดจากอะไร ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องประเภทที่รับโอนเพียงครั้งเดียวหลายราย ตรงนี้เป็นห่วงว่า ถ้าไม่รีบออกมาชี้แจงทำความเข้าใจอาจจะเกิดปัญหาเพราะหากมาอธิบายก็พอจะฟังขึ้นแต่ถ้าเมินเฉยจนป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้วถึงขั้นชี้มูลจะเดือดร้อน โดยเฉพาะคนที่เป็นข้าราชการ การที่มาให้ข้อมูลก่อนอย่างน้อยก็เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้เจตนา เพราะการรับโอนครั้งเดียวส่วนใหญ่มีวงเงินเพียง 1-1.5 หมื่นบาท ในช่วงปี 2548 ส่วนปีอื่นจะโอนหลายครั้งบางรายหลายแสนแต่เท่าที่สังเกตการณ์โอนเงินจะดูคน อย่างเครือญาติจะได้รับโอนยอดสูง  อย่างไรก็ตามทุกรายที่มาให้ข้อมูลช่วงที่ผ่านมายอมรับว่า รับโอนเงินจากนางรจนาหมดทุกราย แต่ไม่มีใครรับว่า เป็นการทุจริต ส่วนใหญ่บอกว่า เป็นการใช้หนี้ แต่ไม่รู้ว่า เป็นหนี้อะไร ส่วนความคืบหน้าการชี้แจงข้อมูลของปลัดศธ. และอดีตปลัดศธ. ส่วนใหญ่จะขอขยายเวลาไปเป็นวันที่ 25 เมษายน  เพราะปลัดศธ. แต่ละคน มีการอนุมัติหลายรอบ ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาในการค้นหาเอกสาร