ความวัวไม่ทันหาย กรณีโรงเรียนเอกชนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา จ.กาญจนบุรี จัดทำบัญชีนักเรียนผีเพื่อสวมสิทธิรับเงินอุดหนุนรายหัวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ในอัตราระดับก่อนประถมศึกษา(อนุบาล) 10,010.50 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถมศึกษา 10,180.5 บาทต่อคนต่อปี นำมาสู่ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)กาญจนบุรี แจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง ซึ่งจะถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและแพ่ง โดยคดีแพ่ง โรงเรียนจะต้องคืนเงินให้สช. 2 เท่า จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่เริ่มทุจริต นอกจากนี้ยังมีโทษตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ที่ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
บัญชีนักเรียนผี ยังมีผลต่องบประมาณที่ได้รับตามโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างคุณภาพ โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนและโครงการอาหารกลางวันด้วย
ซึ่งคดีนี้ยังไม่ทันคลี่คลาย ล่าสุด ความควายเข้ามาแทรก เมื่อพบกรณีนักเรียนผีโผล่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ปัตตานี
เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา พล.ท. ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผย.ฉก.ปัตตานี พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี และฝ่ายปกครองร่วมแถลงข่าวที่มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กรณีการตรวจสอบพบการส่อทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ พร้อมพยานหลักฐานเอกสาร
โดยผลการตรวจสอบโรงเรียนในกลุ่มแรก พบโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ปัตตานี มีความเกี่ยวโยงกับการส่อทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของรัฐ หลังจากเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ได้ร่วมกันทำการตรวจสอบ พบเอกสารปลุกระดมมวลชนเพื่อสร้างความวุ่นวายและก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ถังดับเพลิงและถังแก๊สปิกนิก ที่เก็บไว้ในลักษณะอำพรางซุกซ่อน ไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ อาจมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่น่าสงสัย และตรวจพบหลักฐานการส่อทุจริตงบประมาณในการอุดหนุนการศึกษาของรัฐ การให้การสนับสนุนผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อำพรางเป็นบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในโรงเรียน โดยยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนมีพฤติกรรมส่อทุจริตงบประมาณของรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย
1.บัญชีรายชื่อนักเรียนที่ไม่ตรงกับจำนวนที่เข้าเรียนจริง 2.ใบเสร็จรับเงินที่จัดซื้อหนังสือเรียน ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า ได้จัดซื้อจริงเพียงร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือให้ร้านค้าเขียนใบเสร็จเต็มจำนวน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนต่าง 3.มีการจ่ายค่าตอบแทนครูน้อยกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)กำหนด กล่าวคือศธ.กำหนดจ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้ครูที่บรรจุตามวุฒิ รายละ 15,000 บาท แต่โรงเรียนจ่ายให้แค่ 7,000-8,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นความสมัครใจของครู เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเฉลี่ยจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้บรรจุตามวุฒิ
4.มีการจ่ายค่าเสี่ยงภัยของครูน้อยกว่าที่ศธ.กำหนด โดยศธ.กำหนดให้จ่ายรายละ 2,500 บาทต่อเดือน แต่โรงเรียนจ่ายให้เพียง 1,000-1,500 บาท 5.หลักฐานที่ใช้เพื่อเบิกงบประมาณของรัฐ พบว่ามีสถานประกอบการห้างร้านที่เกี่ยวข้องร่วมกระทำความผิดในฐานะผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายแห่ง และเอกสารสั่งให้ดำเนินการออกใบเสร็จให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งแนบอยู่กับใบเสร็จดังกล่าวซื้อสินค้ามูลค่า 720,258.52 บาท ยอดเขียนใบเสร็จ 1,772,495 บาท ส่วนต่าง 1,052,236.48 บาท ค่าบิล 84,158.90 บาท แสดงให้เห็นว่ามีการร่วมกันกระทำการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ
จากรายงานดังกล่าวยังพบหลักฐานว่ามีโรงเรียนบางแห่งที่มีพฤติกรรมส่อทุจริตงบประมาณของรัฐ เป็นมูลค่าความเสียหายปีละไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ทำให้เยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนตามระบบการศึกษาภาคบังคับเสียโอกาสทางการศึกษา หรือเสียประโยชน์อันพึงได้ประมาณปีละ 101,000 คน จากนักเรียนทั้งหมด 165,072 คน มีครูที่ได้รับการการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐเป็นค่าตอบแทนรายเดือน เสียประโยชน์อันพึงได้ประมาณ 4,000 คน
ประมาณการจากหลักฐานที่ปรากฏและการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง พบว่างบประมาณของรัฐได้ถูกใช้จริงเพียงร้อยละ 40 มีการส่อทุจริตประมาณร้อยละ 60 จากเงินอุดหนุนการศึกษาของจังหวัดปัตตานี ปีละประมาณ 1,260 ล้านบาท ถูกเบียดบังไปเพื่อประโยชน์โดยส่อทุจริตประมาณ ปีละ 760 ล้านบาท
การสืบสวนทางลับ ยังพบมีข้าราชการมีเอี่ยวกับงบประมาณดังกล่าวด้วย…
ทันทีที่ทราบเรื่อง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก็ได้มอบหมายให้นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. ทำตามมาตรการปราบปรามและป้องปรามการทุจริต ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการย้ายผู้เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ โดยมีการย้ายผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี และสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอแล้ว จากนั้นจะเริ่มกระบวนการสืบสวนต่อไป
พร้อมกันนี้ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) นพ.ธีระเกียรติ ยังได้เน้นย้ำเรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยได้ซักซ้อมเรื่องการข่าว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ
“การสุ่มตรวจสอบอย่างเดียว บางครั้งก็ไม่เจอ เช่น กรณีที่มีการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชนที่จ.กาญจนบุรี หรือที่ชายแดนภาคใต้ ที่ทุจริตเงินอุดหนุนกันมานานนับ 10 ปี ที่พบเพราะการข่าวที่มีผู้แจ้งเบาะแสมาให้ตรวจสอบ โดยลักษณะการทุจริตเงินอุดหนุนที่พบ มีทั้งในส่วนที่ตัวเด็กนั่งเรียนอยู่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่มีชื่อเบิกเงินอุดหนุนที่โรงเรียนเอกชน สังกัดสช. และบางกรณีก็มีการกุชื่อขึ้นมาโดยเอาเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของเด็กอายุ 8 เดือนมาใช้ ซึ่งหากจะตรวจสอบทั้งอายุเด็ก และเลข 13 หลักคงต้องใช้เวลามาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ มีจำนวนจำกัด” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ
เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเจ้ากระทรวง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร ซึ่งมาตรการปกติอาจจะไม่เพียงพออีกแล้วสำหรับการปราบโกง ถึงเวลาหรือยังที่จะใช้ยาแรงเพื่อไม่ให้กระทรวงศึกษาฯ ซึ่งเป็นกระทรวงสร้างคน กลายมาเป็นเบ้าหลอมที่บิดๆ เบี้ยวๆ เสียเอง…

