เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง การทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เปิดเผยว่า ตนเชิญได้กลุ่มที่รับผิดชอบเซ็นใบเบิกถอน กลุ่มลงบัญชี และกุล่มตรวจสอบภายใน ของกองทุนฯ จำนวน 19 ราย มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งการที่เชิญทั้ง 3 กลุ่มมาสอบถามข้อมูล มีเหตุผล เช่น กลุ่มตรวจสอบภายใน มีหน้าที่ต้องตรวจสอบบัญชีทุกปี แต่เท่าที่ฟังกลุ่มตรวจ เพิ่มมาเริ่มตรวจบัญชีกองทุนฯ เมื่อปี 2556 โดยให้เหตุผลว่า ก่อนหน้านั้นมีข้อจำกัด ส่วนกลุ่มคนที่เซ็นใบเบิกถอน ทยอยมาให้การ โดยทางคณะกรรมการสืบสวนฯต้องการดูว่า เจ้าหน้าที่ใช้ความรอบคอบในการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ฟังมาส่วนหนึ่งยอมรับว่า ไม่ได้เห็นใบนำส่งธนาคาร เห็นเฉพาะหลักฐานการอนุมัติเงิน ซึ่งต้องรอฟังรายละเอียดจากคนอื่นด้วย ส่วนของบัญชี คณะกรรมการสืบสวนฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมถึงไม่มีการเรียกใบเสร็จรับเงิน ตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและนำเงินส่งคลัง พ.ศ.2520 และพ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ส่วนราชการ ถ้ารับเงิน ต้องมีการออกใบเสร็จ ซึ่งหมายความว่า ใบเสร็จนั้นจะต้องกลับมาที่บัญชี เพื่อประกอบงบการเงิน เป็นหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถ้าเราได้ใบเสร็จมาทุกครั้งการทุจริต ก็ไม่มีทางยืดเยื้อมาเป็น 10 ปี ทั้งนี้สำหรับ 19 รายที่เชิญมาใหม่คาดว่าจะสอบถามข้อมูลได้เสร็จภายใน 2-3 วันนี้
ผู้ตรวจราชการศธ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของเจ้าของบัญชี ที่แปลก เช่น โรงเรียนมัธยม ที่ไม่ใช่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โดยทางคณะครูได้มาชี้แจงแล้วว่า เป็นเงินกองทุนฯจริง แต่เมื่อนำหลักฐานมาตรวจสอบยังพบข้อสงสัย โดยเฉพาะหนังสือ ที่ศธ.แจ้งจัดสรรเงินกองทุนฯ ภาคเรียนที่ 2/2549 ว่า สำนักงานปลัดศธ. ได้โอนเงินทั้งหมด 4 ครั้ง และศธ.บอกว่า ขณะนี้โอนเงินให้มาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมาสะดุด ตรงที่หนังสือออกวันที่ 17 มกราคม 2550 แต่โอนเงินให้เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 และเลขที่หนังสือที่ กลับไปตรงกับเลขที่หนังสือแจ้ง เรื่องความประพฤตินักเรียน เท่ากับว่า มีการปลอมแปลงหนังสือราชการอีก เรื่องนี้ไล่มาตั้งแต่ปีแรก ๆ นอกจากนั้นมีโรงเรียนมัธยมอีก 1-2 โรงเรียน ซึ่งมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยเรื่องทั้งหมดถูกชงโดยนางรจนา สินที อดีตข้าราชการระดับ 8 ที่ดูแลเรื่องนี้
“จากนี้ทางคณะกรรมการสืบสวนฯ จะทำงานต่อเนื่องไม่มีวันหยุด คาดว่าวันที่ 7 พฤษภาคม จะสามารถนำเสนอนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศธ. ผ่านนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. เพื่อพิจารณา ส่วนจะชี้มูลว่าใคร ผิดประเด็นไหน ซึ่งมีทั้งกรณีทุจริต ประมาทเลินเล่อ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งต้องเสนอให้ผู้ใหญ่วินิจฉัย และตัดสินใจว่า รายไหนจะวินิจฉัยอย่างไร ”นายอรรถพลกล่าว ส่วนการชี้แจงข้อมูลของอดีตปลัดศธ. และรองปลัดศธ. ขณะนี้ส่งข้อมูลมาให้คณะกรรมการสืบสวนฯ เกือบครบแล้ว ขาดอดีตรองปลัดศธ. อีกเพียง 1 ราย ทั้งนี้ปัญหาใหญ่ของทั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คือ ไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารกรุงไทยเท่าที่ควร เพราะขอไปที่สาขา ได้รับแจ้งกลับมาว่า ไม่ได้อยู่ในอำนาจข้อมูลเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี จึงได้ทำหนังสือไปที่สำนักงานใหญ่ ดังนั้น เพื่อเห็นแกเด็กตนอยากเรียกร้องให้ธนาคารกรุงไทยออกมาให้ข้อมูล เพราะขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนฯ และป.ป.ท.ต้องหาข้อมูลด้วยตนเองซึ่งมีปัญหามาก ทั้งที่ธนาคารกรุงไทย สามารถให้ข้อมูลได้ บางคนเปลี่ยนชื่อ และใน 44 คนที่เราพบ หลายคนมีการเปลี่ยนชื่อ ชื่อซ้ำ

