เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่นักศึกษาและผู้ปกครอง คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์และคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยคริสเตียน ยื่นหนังสือถึง นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และเดินทางไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง ขอให้มหาวิทยาลัยคริสเตียน เยียวยานักศึกษา เนื่องจากสภาการพยาบาลมีมติให้มหาวิทยาลัยงดรับนักศึกษาในหลักสูตรการพยาบาลตั้งแต่ ปีการศึกษา 2560 แต่มหาวิทยาลัยยังเปิดรับ และล่าสุดปีการศึกษา 2561 ก็พบว่ายังเปิดรับสมัครนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ทำให้นักศึกษากังวล ว่าเรียนจบแล้วจะไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาล ไม่สามารถประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ หรือเป็นพยาบาลเถื่อน โดยมีนักศึกษาลาออกไปแล้วกว่า 60 คน ว่า ตนได้มอบหมายให้ สกอ.ไปดูแลเรื่องดังกล่าวแล้ว ร่วมถึงหาทางช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 สภาวิชาชีพไม่มีอำนาจในการรับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัย เป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการพิจารณาตามกรอบมาตรฐานหลักสูตร และกรอบมาตรฐานวิชาชีพ สภาวิชาชีพมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำเพื่อให้ผลผลิตหรือบัณฑิตที่ออกมามีประสิทธิภาพที่ดี ถือว่ามีหน้าที่ในการกำกับคุณภาพที่ปลายน้ำ แต่รัฐธรรมนูญฯ ก็ไม่ได้ให้ตัดกันขาด เพราะ ต้องการให้ทั้งมหาวิทยาลัยและสภาวิชาชีพร่วมกันพิจารณาหลักสูตร ให้ครบตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ในส่วนของ มหาวิทยาลัยคริสเตียนนั้น ถือว่ามหาวิทยาลัยทำไม่ถูกต้อง เพราะทางสภาวิชาชีพได้ออกหลักเกณฑ์และมีการเตือนให้มหาวิทยาลัยทำตามเกณฑ์ล่วงหน้าแล้ว แต่มหาวิทยาลัยก็ยังไม่ทำตาม ซึ่งส่วนที่เด็กไปฟ้องศาลปกครอง มหาวิทยาลัยก็ต้องชี้แจงตามขั้นตอน
ผศ.ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยคริส กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือ ขณะนี้สภาการพยาบาล ไม่มีอำนาจสั่งให้มหาวิทยาลัยรับหรืองดรับนักศึกษา แต่สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น สาเหตุเพราะ ที่ผ่านมาสภาการพยาบาลเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การรับนักศึกษา จากเดิม อาจารย์ 1 คนต่อนักศึกษา 8 คนมาเป็น 1:6 และในการประเมินปี 2559 สภาการพยาบาลกำหนดให้มหาวิทยาลัย ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ให้ได้ภายในปีการศึกษา 2560 ซึ่งหากไม่ได้ ก็แนะนำให้ลดจำนวนรับนักศึกษาลง ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ดำเนินการตาม โดยลดจำนวนรับในหลักสูตรภาษาอังกฤษ จากเดิม รับ 150 คน เหลือ 50 คน หลักสูตรภาษาไทย จากเดิมรับ 300 คน เหลือ 100 คน รวม 150 คน ซึ่งมหาวิทยาลัยก็แจ้งจำนวนการรับนักศึกษา กับสภามหาวิยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)และแจ้งกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อเข้าร่วมในระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์กลาง ปีการศึกษา 2560 และระบบรับตรง ทั้งนี้ในการรับจริง มหาวิทยาลัยจะต้องรับเกินจากจำนวนรับที่กำหนด 10-15% เพื่อทดแทนอัตราเด็กดร็อปเอาท์ หรือออกกลางคันในแต่ละปี เป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยทั่วไปก็ดำเนินการตามนี้
ผศ.ดร.จันทร์จิรา กล่าวต่อว่า การรับนักศึกษาปีการศึกษา 2560 เริ่มกระบวนการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ไล่ตั้งแต่การรับตรงของมหาวิทยาลัยเอง รับผ่านระบบแอดมิสชั่นส์ เสร็จสินประมาณวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ขณะที่สภาการพยาบาลประกาศให้งดรับในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 และในประกาศ มีข้อความว่า “ปีต่อไปจะให้งดรับนักศึกษา” ซึ่งคำว่า ปีต่อไป ทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจว่า หมายถึงปีการศึกษา 2561 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามหาวิทยาลัยจะได้รับการรับรอง 3 ปีต่อครั้ง แต่ปี 2558 มีการปรับหลักเกณฑ์โดยไม่ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัยทราบล่วงหน้า ปีการศึกษา 2559 ให้การรับรองมหาวิทยาลัยปีต่อปี และให้มหาวิทยาลัยปรับจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษาให้ได้ตามเกณฑ์คือ 1:6 ซึ่งมหาวิทยาลัยก็พยายามดำเนินการตาม แต่ไม่สามารถทำได้ทัน และปี 2560 จะรับรองเป็นรายปีอีก ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือชี้แจงและส่งข้อมูลไปยังสภาการพยาบาลเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มีใครพิจารณาเรื่องเพราะอยู่ระหว่างการสรรหานายกสภาฯ และคณะกรรมการสภาการพยาบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเริ่มทำงานประมาณเดือนมกราคม 2561
“นอกจากเรื่องจำนวนรับนักศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยไม่มีปัญหาอย่างอื่นมากนักที่ผ่านมาก็ได้มีการทำความเข้าใจกับนักศึกษา และขอให้เชื่อมั่นในมหาวิทยาลัย เพราะยังมีเวลาแก้ไขปัญหา อีกเกือบ 4 ปี และสภาการพยาบาลกำลังจะเข้ามาประเมินมหาวิทยาลัยในวันที่ 7-11 พฤษภาคมนี้ แต่นักศึกษาก็ลาออกไปก่อน ซึ่งในส่วนที่ไปฟ้องศาลปกครอง ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการที่มหาวิทยาลัยตัดสินใจเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2561 ด้วยเพราะหากมหาวิทยาไม่เปิดรับก็จะเสียชื่อ ที่สำคัญขณะนี้สภาวิชาชีพไม่ได้มีอำนาจรับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้ว เนื่องจาก ศธ.ได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วว่า สภาวิชาชีพไม่มีอำนาจในการรับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ได้รวมตัวกันทำหนังสือถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ขอให้สภาการพยาบาลดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่ต้องรับหลักสูตรของมหาวิทยาลัย แต่ขอให้ทำหน้าที่จัดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ แทน”ผศ.ดร.จันทร์จิรา

