ร้อง ร.ร.ดังพระราม 7 รับ ‘อีพี’ ม.1 เกิน-เรียกแป๊ะเจี๊ยะ 6 แสนแลกที่เรียน

4.05.18 | 10:40 น.

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยกรณีมีการร้องเรียนกล่าวหาว่าการรับนักเรียนเข้าเรียนในชั้น ม.1 ประจำปีการศึกษา 2561 โครงการภาคภาษาอังกฤษ (English program หรือ EP) ของโรงเรียนดังย่านพระราม 7 ไม่โปร่งใส เนื่องจากมีการประกาศรายชื่อนักเรียนผ่านที่เข้าเรียนจำนวน 120 คน ภายหลังมีผู้สละสิทธิ 6 คน จึงเหลือผู้มีสิทธิเข้าเรียนเพียง 114 คน แต่ในการเรียนเตรียมความพร้อมของนักเรียน EP ในวันที่ 23 เมษายน กลับมีนักเรียนเพิ่มขึ้นอีก 32 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 146 คน อีกทั้ง บางรายระบุว่าได้จ่ายเงินให้กับโรงเรียนวงเงิน 6 แสนบาท จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมโรงเรียนไม่ทำตามนโยบาย และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ไม่ให้เรียกรายชื่อสำรองหากมีการสละสิทธิ์ และห้ามรับเงินบริจาค เพราะถือเป็นการรับสินบน ว่า การรับนักเรียนแผนกพิเศษเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับอำนาจของโรงเรียน และมติของคณะกรรมการรับนักเรียนของโรงเรียนแต่ละโรง ว่ามีแผนเปิดรับนักเรียนจำนวนเท่าใด เป็นอำนาจของโรงเรียนจะเปิดสอบ หรือเก็บค่าเล่าเรียนต่างหาก โดยการเก็บค่าเล่าเรียนจะเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเงื่อนไขระหว่างโรงเรียนกับผู้เรียนที่ตกลงกันเอง ส่วนเรื่องของนโยบายทาง สพฐ.จะกำหนดนโยบายให้ครอบคลุมภาพรวมมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเรียกรับเงินจริงจะมีมาตรการอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐาน สพฐ.จะรับฟังปัญหา แต่ไม่สามารถทำอะไรได้จนกว่าจะมีการร้องเรียน และยังไม่มีการเรียกผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวมาชี้แจง แต่หากมีโจทย์มาร้องเรียน สพฐ.จะเรียกมาสอบถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ และคณะกรรมการสถานศึกษามีมติอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในการรับนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส หรือการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า มีแค่การพูดถึงประปราย แต่ สพฐ.ไม่ได้รับหลักฐาน หรือการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ถือว่าปีนี้เงียบมาก และภาพรวมการดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย

“ถ้า สพฐ.ตรวจพบ หรือมีหลักฐานการกระทำความผิด ผู้ที่กระทำความผิดจะเจอกับมาตรการที่แรงกว่าปกติ และหากผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นข้าราชการ อย่างน้อยคือมีโทษฐานกระทำความผิดทางวินัย ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามหลักฐานว่าผิดมาก ผิดน้อย พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อเท็จจริงในการกระทำความผิด ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของกระบวนการราชการ หรือหากเห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องการความรวดเร็ว ก็จะดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ตรวจสอบอย่านิ่งนอนใจ ไม่ต้องการให้มีคนถ่วงเวลา อีกทั้ง มีมาตราการบางอย่างที่เกี่ยวกับการบริหาร ที่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ทำให้ผู้บังคับบัญชาทุกคนสามารถใช้คำสั่งนี้ สั่งการให้ผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดไปประจำที่อื่นได้ทันที ต่างจากการดำเนินงานแบบเดิมที่จะต้องทำตามระบบราชการ ถือว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.มาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายกัน” นายณรงค์ กล่าว