เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ว่า ตามที่ นายนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจรายการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง จะสรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงให้ตนรับทราบในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้นั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อมูล คาดว่าจะได้รับรายงานในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้
นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนฯ ได้สรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตัวเลขความเสียหายตอนนี้ค่อนข้างนิ่ง เหลือเพียงรอสเตตเมนท์ ยืนยันจากสถานศึกษาบางแห่ง รวมถึงข้อมูลส่วนอื่น ๆ ซึ่งจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของป.ป.ท. พบว่าข้าราชการบางรายมีความเคลื่อนไหวของเงินแบบไม่ปกติแต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน อย่างไรก็ตาม โดยสรุปยอดเงินที่สำนักงานปลัด โอนไปให้ให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 41 แห่ง และวิทยาลัยพยาบาลต่างๆ อีก 26 แห่ง ตั้งแต่ปี 2548-2561 จำนวน 230,251,144 บาท และโรงเรียนได้รับโอนจริง จำนวน 134,425,281 บาท เงินที่โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิจะได้รับ จำนวน 95,825,863 บาท ตรวจสอบมีการโอนคืนกลับ ตัวเลข ณ วันที่ 7 พฤษภาคม จำนวน 18,783,651 บาท ดังนั้นตัวเลขความเสียหาย เหลือจำนวน 77,042,211 บาท ทั้งนี้ตัวเลขความเสียหายดังกล่าว ไม่ใช่ของโรงเรียนทั้งหมด เป็นตัวเลขความเสียหายของกองทุนฯ ที่ถูกโกงไป ในลักษณะของการเบิกซ้ำ
“จากการสืบสวนข้อเท็จจริง พบผู้เกี่ยวข้อง ที่ทำให้เกิดความเสียหาย เฉพาะที่มีเอกสารหลักฐานยืนยัน และมีมูลกระทำความผิด ฐานทำให้ราชการเสียหายรวม 24 ราย ถ้ารวมนางรจนา สินที อดีตข้าราชการระดับ8 ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการด้วย เป็น 25 ราย ทั้งหมดเป็นข้าราชการระดับ 8 หรือชำนาญการพิเศษขึ้นไป บางคนเกษียณอายุราชการ และบางคนเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนระดับปฏิบัติการหรือเจ้าหน้าที่ทางคณะกรรมการสืบสวนฯ พิจารณาแล้วว่า ดำเนินการโดยใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ในจำนวนนี้ มี 21 คน มีความผิดฐานประมาทเลินเล่อ ส่วนอีก 3 คน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8-11 ที่เชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมกับการทุจริตกับนางรจนา โดยดูจากพฤติการณ์ บริบทและเอกสารหลักฐาน ซึ่ง มีทั้งกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชการ รายงานเท็จ รับโอนเงินร่วมกันทุจริต ตัวเลขผู้กระทำความผิดขอศธ.เป็นเพียงส่วนหนึ่ง โดยยังต้องรอขอมูลจากทางป.ป.ท.สรุป ซึ่งอาจจะทำให้มีจำนวนผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้น ในส่วนของนางรจนา มีหลักฐานเพิ่มเติมว่า มีการรายงานข้อมูลเท็จหลายครั้ง ถือเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง แต่คงไม่มีผลกับการดำเนินการทางวินัย เพราะนางรจนาถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว โดยผมได้ส่งสรุปผลการสืบข้อเท็จจริงทั้งหมดผ่านนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการศธ. พิจารณาแล้ว”นายอรรถพลกล่าว และว่า ในส่วนของความผิดฐานประมาทเลินเล่อมีหลายรูปแบบ เช่น กรณีที่มีการเบิกซ้ำ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบ ทำให้ตกเป็นเครื่องมือ เซ็นหนังสือบางอย่างให้ผู้กระทำการทุจริต เป็นต้น ทั้ง 24 คน ที่คณะกรรมการการสืบสวนฯ เสนอเป็นข้าราชการศธ.ทั้งหมด สำหรับผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วเกิน 180 วันก็ไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ แต่ก็ยังถือว่ามีความผิดทางอาญา ส่วนข้าราชการสังกัดอื่น เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท. ที่จะต้องตั้งอนุกรรมการไต่สวนและชี้มูลต่อไป ขณะที่ศธ. จะต้องตั้งกรรมการเพื่อหาผู้กระทำความผิดทางละเมิดต่อไป
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้แม้คณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดของตนเอง จะสรุปผลแล้ว แต่การตรวจสอบ ก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพราะยังมีข้อมูลจากอีกหลายส่วน เช่นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง. )ซึ่งได้ส่งผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินบางส่วนมาให้แล้ว ขณะที่ยังต้องรอฟังข้อมูล ผลการตรวจสอบบัญชี ทั้ง 68 บัญชี ที่ไม่สามารถค้นพบได้ว่าเป็นบัญชีของใคร จากธนาคารกรุงไทย อาจจะทำให้พบผู้กระทำความผิดเพิ่ม แต่เบื้องต้นการรายงานสรุปผลการสืบสวนข้อเท็จจริง ของตนเอง ทางรัฐมนตรีว่าการศธ. สามารถใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องได้ทันที แต่หากรัฐมนตรีว่าการศธ. หรือปลัดศธ. เห็นว่า ใครที่มีความผิดเพิ่มเติม หรือทางคณะกรรมการสืบสวนฯ ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามา ก็ต้องว่ากันต่อไป

