‘สกสค.’ ผนึก ‘ออมสิน’ ลด ‘ดอกเบี้ย’ คืนความสุขให้ 4 แสนครูทั่วปท.??

9.05.18 | 14:28 น.

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าในเดือนมิถุนายนนี้ ธนาคารออมสิน จะเริ่มลดดอกเบี้ยให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามบันทึกข้อตกลง หรือเอ็มโอยู โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ฉบับใหม่ ที่ นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพิ่งลงนามไปเมื่อเร็วๆ นี้

โดยธนาคารออมสินจะนำเงิน 2 พันกว่าล้านบาท/ปี ที่เคยส่งให้สำนักงาน สกสค.ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการ ช.พ.ค.-ช.พ.ส.เดือนละ 200 ล้านบาท มากระจายเข้ากระเป๋าครูที่เป็น “ลูกหนี้ชั้นดี” ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามข้อกำหนดแต่ละโครงการ ทั้งนี้ หากใครยืนยันชำระหนี้เท่าเดิม ดอกเบี้ยที่ธนาคารคืนให้จะถูกนำไปลดเงินต้น ทำให้สามารถชำระหนี้หมดเร็วขึ้น ส่วนรายใดต้องการลดงวดเงินผ่อนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง สามารถติดต่อมายังธนาคารออมสิน ขอปรับปรุงงวดผ่อนชำระตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงได้

เรียกว่า ครูมีแต่ได้กับได้!!

ที่มาของการเอ็มโอยูใหม่ครั้งนี้ เพื่อเคลียร์ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในสำนักงาน สกสค.จนเป็นข่าวดังครึกโครม เมื่อมีการตรวจสอบพบอดีตผู้บริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ นำเงิน 2.1 พันล้านบาท และ 400 ล้านบาท ที่ธนาคารออมสินส่งคืนให้ครูไปซื้อตั๋วสัญญากับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวชั่นกรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบ และเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบิลเลี่ยนฯ แถมใช้หลักทรัพย์ปลอมและหลักทรัพย์ที่ไม่คุ้มค่ากับวงเงินมาประกันการซื้อตั๋วสัญญาดังกล่าว แม้จะได้เงินคืน 400 ล้านบาท แต่ถือว่าทำผิด ในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดวินัยและอาญา อดีตคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนเงินพิเศษฯ และนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเดอะบิ๊ก นักธุรกิจชื่อดัง รวม 20 ราย

ถือเป็นการสางปัญหาทุจริตครั้งใหญ่ในรั้วเสมา

Advertisement

ส่วนเงิน 2.1 พันล้านบาท สกสค.ต้องไปฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายกับอดีตคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ขณะเดียวกันได้ส่งให้อัยการตีความการดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารธนชาตให้กับ สกสค.เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการอนุมัติปิดบัญชี และเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ไม่ถูกต้อง

ต้องติดตามกันว่า สกสค.จะทวงเงินครูคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน??

ปัจจุบันโครงการ ช.พ.ค.มีสมาชิกกว่า 947,164 ราย ช.พ.ส.มีสมาชิกอีก 386,603 ราย มีข้าราชการครูที่เป็นลูกหนี้ธนาคารออมสินอยู่ประมาณ 4 แสนกว่าราย มูลหนี้รวมกว่า 4 แสนล้านบาท เฉลี่ยเป็นหนี้รายละ 1 ล้านบาท ใน 7 โครงการ มีผู้กู้โครงการ ช.พ.ค.1-7 จำนวน 484,435 บัญชี เป็นเงิน 418,937.94 ล้านบาท ดังนี้ โครงการ ช.พ.ค.1 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 10,789 บัญชี เป็นเงิน 2,083.11 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.2 และ 3 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 23,829 บัญชี เป็นเงิน 2,752.51 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.4 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 4,923 บัญชี เป็นเงิน 651.23 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.5 วงเงิน 6 แสนบาท จำนวน 46,139 บัญชี เป็นเงิน 20,676.89 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.6 วงเงิน 1.2 ล้านบาท จำนวน 176,289 บัญชี เป็นเงิน 149,612.26 ล้านบาท และโครงการ ช.พ.ค.7 วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 222,466 บัญชี เป็นเงิน 243,161.94 ล้านบาท

ซึ่งแต่ละโครงการได้รับการปรับลดดอกเบี้ย ดังนี้ โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.2 และโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.3 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.5 หรือร้อยละ 6.00 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.5 ต่อปี, โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.4 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.75 หรือร้อยละ 5.75 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี, โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.5 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.00 หรือร้อยละ 5.50 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.00 ต่อปี, โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.6 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR-0.5 หรือร้อยละ 6.00 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.25 หรือร้อยละ 5.25 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี,

โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR-0.85 หรือร้อยละ 5.65 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-1.35 หรือร้อยละ 5.15 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.50 ต่อปี, โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.7 (ตั้งแต่ 1 เมษายน 2558) อัตราดอกเบี้ยเดิม MRR-0.85 หรือร้อยละ 6.15 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MRR-1.35 หรือร้อยละ 5.65 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.50 ต่อปี และโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ส.อัตราดอกเบี้ยเดิม MLR หรือร้อยละ 6.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยใหม่ MLR-0.75 หรือร้อยละ 5.75 ต่อปี เท่ากับดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 0.75 ต่อปี

ส่วนโครงการ ช.พ.ค.1 ทำร่วมกับธนาคารกรุงไทย จึงไม่ได้รับการลดดอกเบี้ย

การลงนามในเอ็มโอยูฉบับใหม่ มีผลให้ยกเลิกข้อตกลงในเอ็มโอยูฉบับเดิมอย่างสมบูรณ์ โดยสำนักงาน สกสค.จะไม่รับเงินค่าบริหารจัดการที่ธนาคารออมสินส่งให้ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ และธนาคารออมสินต้องยุติการหักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ เพื่อใช้หนี้แทนครูที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไปทันที

เป็นอันจบปัญหา และปิดทางไม่ให้เหลือบไรมานำเงินของครูออกไปหาประโยชน์ได้อีก!!

นายชาติชายกล่าวว่า ข้าราชการครูที่มีวินัยทางการเงินดี จะได้รับประโยชน์โดยตรงเกือบ 4 แสนราย โดยครูที่ไม่แน่ใจว่าจะผ่อนชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขอให้มาเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารออมสิน เมื่อปรับโครงสร้างหนี้จนเข้าเกณฑ์จะได้รับการลดดอกเบี้ยตามเอ็มโอยูฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้มีครูกว่า 80% เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างนี้แล้ว ยังเหลือครูที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL อยู่เพียง 2-3%

อีกเรื่องสำคัญที่ยังเห็นไม่ตรงกัน คือกรณีที่ธนาคารออมสินได้หักเงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯเพื่อชำระหนี้แทนครูที่ค้างชำระเกิน 3 งวดขึ้นไป ที่มียอดรวมถึง 1 หมื่นกว่าล้านบาท ยังค้างคา และดูเหมือนว่าต้องใช้กฎหมายในการตัดสินชี้ขาด

ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ย้ำชัดว่า จะไม่ปล่อยเรื่องนี้แน่นอน และได้มอบหมายให้สำนักงาน สกสค.หาทางเรียกเงินคืน แม้ธนาคารออมสินจะยืนยันว่าได้ทำตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในเอ็มโอยูฉบับเดิม แต่ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับขั้นตอนก่อนหักเงิน ว่าแต่ละฝ่ายได้ทำตามขั้นตอนเคร่งครัดแค่ไหน

ดังนั้น หากไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัว จึงต้องขอให้อัยการเข้ามาช่วยตีความข้อกฎหมาย รวมถึงดูรายละเอียดที่กำหนดไว้ในข้อตกลงเดิมด้วย

เพราะงานนี้ไม่ใช่เงินแค่บาทสองบาท จึงต้องจับตาว่าจะถึงขั้น “ฟ้องร้อง” ให้มีข่าวอื้อฉาวขึ้นมาอีกหรือไม่!!

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นการทำ “ประกันชีวิต” จากเดิมที่บังคับให้ทำประกันกับบริษัทประกันเพียงเจ้าเดียวในวงเงินที่ค่อนข้างสูง เหมือนเป็นการ “ผูกขาด” ซึ่งจำเป็นจะต้องเปิดช่องทางให้ครูมีทางเลือกทำประกันชีวิตได้ตามความสมัครใจ รวมถึงควรมีโอกาสเลือกใช้บริการกับบริษัทประกันที่สามารถดูแลชีวิต และให้สิทธิประโยชน์สูงสุด

แม้การจับมือกันครั้งนี้ของ สกสค.และธนาคารออมสินจะมีต้นตอมาจากปัญหาทุจริต แต่เป็นเรื่องดีที่ทำให้เกิดการล้างบางพวกเหลือบไรหากินกับครูครั้งใหญ่ นำมาสู่การปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ ให้เกิดประโยชน์กับข้าราชการครูมากขึ้น

แต่ทางที่ดี การไม่เป็นหนี้เป็นสิน น่าจะเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับทุกคน และทุกอาชีพ!!