ความคืบหน้ากรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการควบรวมสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ใช้ชื่อใหม่ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและการอุดมศึกษา จะดำเนินการแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้ โดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการวท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงสร้างกระทรวงใหม่ในวันที่ 25 พฤษภาคมนั้น
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายพรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า การจัดตั้งกระทรวงใหม่เป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนตัวคิดว่าการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมน่าจะอยู่ในกระทรวงอุดมศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคล เพื่อสามารถผลักดันสร้างนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุสาหกรรมได้ และกระทรวงใหม่จะเป็นตัวผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างคิดแก้ไขปัญหา ไม่มีการประสานรวมนโนบายทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาได้ แต่ที่กังวลคือเรื่องเวลา เมื่อควบรวม นำเอาวท.และสกอ. เข้ามาร่วมกันจะสามารถจัดตั้งกระทรวงใหม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป้าหมายที่ต้องการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาคือต้องการแยกออกมาจาก ศธ. เพื่อให้การบริหารจัดการมีความเป็นอิสระ แต่เมื่อถูกควบรวมมาอยู่ภายใต้ วท. จะวนไปสู่ปัญหาเดิมหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่การบริหารจัดการในการตั้งกระทรวงใหม่ หากออกแบบการจัดการกระทรวงใหม่ได้ดี จะไม่มีปัญหา เบื้องต้นคิดว่าควรแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 2 กลุ่มงาน คือ องค์กรหนึ่งดูเรื่องการอุดมศึกษา และอีกองค์กรหนึ่งดูแลกลุ่มงานนวัตกรรมและการวิจัย โดยให้แต่ละองค์กรมีอิสระตามสมควร หากเริ่มโครงสร้างกระทรวงใหม่ในลักษณะนี้ จะเกิดความคล่องตัว
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนอยู่ในประวัติศาสตร์การยุบรวมทบวงมหาวิทยาลัย มาอยู่กับศธ. ในช่วงการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม เมื่อปี 2547 ซึ่งรัฐบาลให้หลักการควบรวมครั้งนั้น ว่า เพื่อความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา และมีเป้าหมายเพื่อให้มหาวิทยาลัยช่วยยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงจะมีการกระจายอำนาจให้อิสระหน่วยงานการศึกษาในการบริหารจัดการ แม้ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในขณะนั้น จะส่งหนังสือไปคัดค้าน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะมีการสั่งการลงมาแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้กำลังกลับมาอีก เหมือนเราหนีเสือปะจระเข้ ทั้งที่เรากำลังก้าวออกจากศธ. เพื่อทำงานตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์รัฐบาลนี้ แต่เป็นการก้าวออกมาเพื่อทำงานตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้าด้วย
“การยุบรวมครั้งนี้ เหมือนประวัติศาสตร์หมุนกลับไปที่เดิม ไปๆ มาๆ อุดมศึกษา ต้องกลายไปเป็นหน่วยงานภายใต้แนวคิดของวท. ซึ่งการควบรวมครั้งนี้ เหมือนครั้งก่อนตรงที่หลักการดี ที่สำคัญเป็นคำสั่งจากนายกฯ มาบังคับชาวมหาวิทยาลัย ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ ตอนนี้เวลาไปที่กระทรวงต่าง ๆ ทุกแห่งต่าง พยายามทำผลงานเชิงประจักษ์ ให้ตัวเอง ซึ่งการเสนอให้ควบรวมวท. กับอุดมศึกษาครั้งนี้ ก็คิดว่า ทางวท.คงอยากสร้างผลงานการปฏิรูปเชิงประจักษ์ให้รัฐบาลได้เห็น ผมขอเตือนชาวอุดมศึกษา ขอให้ออกมาคัดค้าน เพราะถ้าดูแต่หลักการเราปฏิเสธไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติ การควบรวมกับวท. จะทำให้เรากลับไปสู่วงเวียนเดิม ถูกหลอกและถูกปฏิบัติแบบเดิม เหมือนกับตอนที่อยู่กับศธ. เราชาวอุดมศึกษา ต้องยืนยันว่า ไม่ขออยู่กับใคร ขอเป็นอิสระ”นายสมพงษ์กล่าว และว่า ส่วนตัวอยากให้ชาวอุดมศึกษา ระวังให้ดี อยากให้เข้มแข็ง และอยากให้นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ลองศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีก่อนตัดสินใจสนับสนุน

