ถอนตัว!! ชมรม ผอ.สพท.เตรียมขอมติ ‘บิ๊กเขต พท.’ ถอนตัวบอร์ด กศจ.

28.05.18 | 13:03 น.
ธนชน มุทาพร

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 และประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) เปิดเผยว่า กรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คำสั่งที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่เกิดจากข้อที่ 13 ซึ่งเดิมกำหนดให้อำนาจการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัด และกรุงเทพฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นของ ศธจ.โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จากเดิมที่เป็นอำนาจของผู้อำนวยการการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยแก้ไขให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ 2 คณะ คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา และคณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ทั้ง 2 ชุด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มี ศธจ.เป็นเลขานุการ สำหรับคณะกรรมการบริหารงานบุคคล จะมีผู้อำนวยการ สพท.ในจังหวัดทุกคนร่วมเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สพท.เป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 53(3) ตามที่ กศจ.อนุมัติ ขณะที่ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 53(4) ตามที่ กศจ.อนุมัติ ส่วน ศธจ.ทำหน้าที่เลขานุการ กศจ.นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ได้เจอผู้บริหารระดับ (ซี) 11 คือ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ซึ่งทั้ง 2 ท่านบอกให้ใจเย็นๆ อีก 1-2 เดือนน่าจะมีผลบังคับใช้

นายธนชนกล่าวอีกว่า ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติระบุว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นายกฯต้องใช้อย่างระมัดระวัง และดูความจำเป็นนั้น องค์กรครูเห็นว่าถ้ารอไปเรื่อยๆ จะยิ่งสร้างความเสียหายให้การศึกษาระดับจังหวัด เนื่องจากคณะกรรมการ กศจ.ติดหล่มงานบริหารงานบุคคล ขณะที่ภารกิจหลักคือการบูรณาการการศึกษาในภูมิภาค ตลอดจนวางยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา แต่งานกลับไม่เดิน เพราะ กศจ.มัวแต่ประชุมงานบริหารงานบุคคล ฉะนั้น ชร.ผอ.สพท.อยู่ระหว่างประสานผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศ ให้รวบรวมสภาพปัญหาที่ สพท., โรงเรียน ครู และนักเรียน ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ส่งมายัง ชร.ผอ.สพท.ภายในวันที่ 20 มิถุนายน เพื่อรวบรวมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์

นายธนชนกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะประชุมผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศ และแกนนำสมาคมรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อขอมติให้ผู้อำนวยการ สพท.และรองผู้อำนวยการ สพท.ทั่วประเทศถอนตัวออกจากการดำรงตำแหน่งกรรมการ กศจ.เพราะไม่อยากเป็นหุ้นส่วนที่สร้างความเสียหายให้กับระบบการศึกษาต่อไป ที่ผ่านมามีผู้อำนวยการ สพท.เขตหนึ่งในภาคเหนือ ไม่เข้าประชุมร่วมกับ กศจ.รวมถึงไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมแทนด้วย ส่วนว่าจะประชุมเมื่อใดนั้น ยังไม่ได้กำหนดวัน

“ที่ผู้อำนวยการ สพท.และรองผู้อำนวยการ สพท.จะถอนตัวจาก กศจ.เพราะเราอยากหยุด กศจ.ชุดนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 แต่อยากให้เกิด กศจ.ชุดใหม่ที่แต่งตั้งขึ้นตามคำสั่ง คสช.ที่ปรับแก้แล้ว ซึ่งสาระดังกล่าวได้หารือร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการ สพท.และ ศธจ.จนตกผลึกแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ร่างแก้ไขคำสั่ง คสช.ได้รับการประกาศบังคับใช้โดยเร็ว” นายธนชนกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 ที่เสนอรัฐบาลแก้ไข มีสาระสำคัญ ดังนี้ คืนการใช้อำนาจตามมาตรา 53(3) และ (4) ให้แก่ผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารงานบุคคล นอกจากนี้ให้ ศธจ.เป็นผู้แทน ศธ.ทำหน้าที่ประสานงาน บูรณาการการศึกษาในระดับจังหวัด โดยจะตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษาและคณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ทั้ง 2 ชุด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ศธจ.เป็นเลขานุการ สำหรับคณะกรรมการบริหารงานบุคคล จะมีผู้อำนวยการ สพท.ในจังหวัดทุกคนร่วมเป็นกรรมการ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีสัดส่วนเท่ากับผู้อำนวยการ สพท.และผู้แทนจากส่วนต่างๆ

Advertisement