เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่สมาคมประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) แจ้งว่า สอท.ได้ออกประกาศ สอท.เรื่องการจัดการรอบยืนยันสิทธิในระบบ TCAS รอบ 3 ครั้งที่ 3/2561 ระบุว่า จากการประกาศผลการสอบคัดเลือกระบบ TCAS รอบ 3 และเกิดข้อโต้แย้งกรณีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 4 แห่ง และเมื่อนักเรียนยืนยันสิทธิไปแล้ว ส่งผลให้ที่นั่งในสาขาอื่นว่างลง และมหาวิทยาลัยจะได้จำนวนรับเข้าไม่ครบตามเป้าหมาย ส่งผลกระทบในทางปฏิบัติ ทั้งมหาวิทยาลัย และนักเรียนที่สมัคร สอท.เห็นว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และรักษาประโยชน์ของนักเรียน จึงกำหนดแนวปฏิบัติการยืนยันสิทธิในรอบที่ 3 ดังนี้ 1.สอท.จะเพิ่มการ Clearing house (CH) ในรอบ 3 เป็น 2 ครั้ง คือ CH3/1 และ CH3/2 โดยให้สอบสัมภาษณ์พร้อมกัน ระหว่างวันที่ 10-11 มิถุนายน ตามปฏิทิน การดำเนินการ และ 2.การดำเนินการสำหรับนักเรียนที่ได้รับการประกาศชื่อดำเนินการต่อได้ดังนี้ ยืนยันสิทธิ และไม่ยืนยันสิทธิใน 3 กรณี จะถือว่านักเรียนขอสละสิทธิ์ ได้แก่ “สละสิทธิ/Decline”, “ไม่เลือกสาขาวิชาที่ได้รับสิทธิตาม CH3/1” และ “ไม่เข้าทำการใดๆ ในระบบ”
ประกาศระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม การสละสิทธิสาขาวิชาที่ได้รับสิทธิในรอบ CH3/1 นักเรียนจะไม่มีสิทธิในการเลือกสาขาวิชานั้นๆ อีก ในรอบ CH3/2 แต่จะมีสิทธิเลือกสาขาวิชาที่มีการคัดเลือกเพิ่มเติมใน CH3/2 ตามจำนวนที่ตนเองไม่ได้รับการคัดเลือกมาก่อนแล้วเท่านั้น เช่น นักเรียนได้รับการประกาศชื่อคัดเลือกจำนวน 2 สาขาวิชาในรอบ CH3/1 แต่ไม่ยืนยันสิทธินั้น นักเรียนจะมีสิทธิได้รับการคัดเลือกเพิ่มเติมในรอบ CH3/2 ไม่เกิน 2 สาขาวิชาที่เหลือเท่านั้น
นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบทีแคส หลักการดี ตั้งใจให้แก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ เด็กเก่งกั๊กที่นั่ง ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กระบวนการตั้งแต่ทีแคสรอบแรก มีจุดอ่อน ไม่มีการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาในภาพรวม โดยเฉพาะทีแคสรอบ 3 ซึ่งมีปัญหามาตั้งแต่ระบบการรับสมัคร เว็บล่มต่อมาปัญหาเด็กกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) กั๊กที่นั่งเด็กในคณะอื่น ทำให้เห็นชัดเจนถึงความไม่รอบคอบในการจัดทำระบบ เด็กกสพท. 2,666 คนได้รับสิทธิซ้ำซ้อน เพราะสามารถเลือกคณะอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกันเด็กกลุ่มอื่นที่ไม่ไดสมัครคณะแพทยศาสตร์ เชื่อว่าเด็กกสพท.เหล่านี้จะเลือกสอบเข้าคณะที่ดี มหาวิทยาลัยดัง ซึ่งด้วยความเป็นเด็กเก่ง คะแนนสูงทำให้ส่วนใหญ่สอบติดทั้งหมด อย่างคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รับทีแคสรอบ 3 จำนวน 15 คน มีเด็กกสพท.มาสอบติด 13 คน ทั้งนี้การที่เด็กกสพท.เลือกใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ไม่ใช่ความผิดของเด็ก ที่ต้องการใช้สิทธิของตัวเอง แม้จะไปริดรอนสิทธิของคนอื่น เพราะผู้ใหญ่เป็นผู้จัดทำระบบ กลายเป็นว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ทำให้เด็กทุกข์ทรมานยาวนานที่สุด เพราะสอบถึง 5 รอบ ขณะที่ผู้ปกครองเกิดความเครียด เพราะกังวลที่ลูกของตัวเองยังไม่มีที่เรียน
“ส่วนตัวเห็นว่า ควรแยกกสพท. ออกมา และประกาศผลสอบและเคลียริ่งเฮาส์ก่อน ไม่นำมารวมกับเด็กกลุ่มอื่น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา อย่างไรก็ตามผมเข้าใจความตั้งใจดีของทปอ. และขอให้กำลังใจ ตอนนี้ทปอ.ต้องเร่งจัดการปัญหาเคลียริ่งเฮาส์ให้เร็วที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเด็ก ๆ ขณะเดียวกันการเยียวยาผู้เสียสิทธิ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีวิธีที่ดี” นายสมพงษ์กล่าว
ด้านนายสุมิตร สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ทีแคสปีนี้วุ่นวายมาก แต่เข้าใจได้ว่าเป็นปีแรก ซึ่งตนอยากให้ทปอ.รับฟังทุกความคิดเห็นและปรับปรุงแก้ไขระบบ โดยการเปิดให้มีเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะเด็กรู้สึกว่าถูกกั๊กที่นั่ง จากเด็กกลุ่มกสพท. ซึ่งในส่วนของมก. ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เด็กกลุ่มกสพท.จะเลือกสมัครในมหาวิทยาลัยใหญ่ อย่างเช่น จุฬาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ทั้งนี้ปีต่อไป ตนอยากเสนอให้ลดรอบการรับเด็กลง เพราะการเปิดโอกาสให้รับเด็กได้ 5 รอบ เป็นเวลาที่นานเกินไป ผู้ปกครองเกิดความกังวล โดยอยากให้เหลือเพียง 2-3 รอบ คือ 1. กลุ่มเด็กที่สมัครด้วยแฟ้มสะสมผลงาน โควตา และรับตรงประเภทต่าง ๆ 2.รอบแอดมิสชั่นส์ และ 3.รอบเก็บตกเด็กที่ยังไม่มีที่เรียน
ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) สอท.ได้หารือร่วมกับตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงจากนั้นนายประเสริฐ คันธมานนท์ เลขาธิการ ทปอ. แถลงข่าวว่า เพื่อจัดการกับปัญหานี้ ที่ประชุมมีมติให้ยืนยันสิทธิทีแคส รอบ 3 เป็น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เป็นไปตามกำหนดการเดิมคือวันที่ 1-3 มิถุนายน เมื่อยืนยันสิทธิเรียบร้อยแล้ว ทปอ.จะสรุปประเมินผลส่งกลับไปให้มหาวิทยาลัยเพื่อคัดเลือกเด็ก และยืนยันสิทธิรอบที่ 2 ส่วนจะกี่นั่ง ขึ้นอยู่กับที่ได้คืนมาจากมหาวิทยาลัย ในการเลือกทีแคสรอบ 3/1 และทีแคส 3/2 ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ไม่ต้องเข้ามาสมัครใหม่และไม่ต้องชำระเงินเพิ่ม โดยทปอ.จะใช้ตัวเลือกเดิมที่นักเรียนเลือกไปแล้วใน 4 ตัวเลือกเดิม เพื่อจัดการปัญหานี้และเชื่อว่าการกั๊กที่นั่งของเด็กที่สอบได้ กสพท. จะหมดไป เชื่อว่าปัญหานี้จะผ่อนคลายได้ 70-80%
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทีแคสรอบ 3/2 เป็นระบบที่ 1 คนติดได้มากกว่า 1 ที่นั่งอยู่ดี ทำให้เกิดปัญหากั๊กที่เหมือนเดิม นายประเสริฐ กล่าวว่า จะกั๊กที่นั่งแบบเดิมหรือไม่ อยู่ที่การบริหารจัดการ อีกทั้งการกั๊กที่นั่งในอดีตเกิดจากนักเรียนตระเวนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่า 10 แห่ง และกั๊กที่ไว้จนเปิดเรียน ทำให้มหาวิทยาลัยรู้อีกทีว่าเด็กเลือกที่ไหน ก็เมื่อเปิดภาคเรียน ถึงตอนนั้นมหาวิทยาลัยไม่สามารถเปิดรับเด็กเพิ่มได้ แต่ระบบที่เป็นอยู่ จะทำให้การกั๊กที่แคบลงเรื่อยๆ ส่วนที่ถามว่าทีแคสรอบ 3 จะจัดลำดับในการเลือกได้หรือไม่นั้น ทปอ.ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการคัดเลือกรอบ 3 เป็นการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีการคัดเลือกแตกต่างกัน ทปอ.มีหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้กำหนดเกณฑ์กลาง ส่วนรอบที่ 4 แอดมิสชั่นส์ นั้น ทปอ. สามารถกำหนดอันดับได้ เพราะทปอ.เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์กลางเอง
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหากั๊กที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่นั้น ทปอ.คาดว่าปัญหานี้จะต้องปรับเปลี่ยน ปัญหาที่เกิดขึ้นในปีถัดไปอาจจะน้อยกว่านี้ สำหรับปัญหาการกั๊กที่เกิดขึ้นรุนแรงนั้น ส่วนตัวมองว่าเกิดขึ้นเฉพาะกับมหาวิทยาลัยดังไม่เกิน 5 แห่งซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เด็กอยากเข้า ซึ่งตนไม่เอ่ยชื่อ ตนคิดว่าทีแคสออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาการศึกษา การบริหารจัดการอาจมีข้อบกพร่องบ้าง ถ้าทำให้นักเรียนกังวลใจหรือได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินการของ ทปอ. ตนก็ยินดีขอโทษและพร้อมรับฟังปัญหาเพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป แต่ยืนยันว่าระบบนี้สร้างสมดุลระหว่างระบบที่ไม่มีทางเลือกเลย กับการให้ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นักเรียนนัดรวมตัวกันมาที่สกอ.วันที่ 31 พฤษภาคมนั้น ทปอ.แก้ปัญหาแล้ว แต่ถ้านักเรียนยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จะมาก็ได้ ทปอ.ยินดีชี้แจง แต่ถ้ามา ต้องคุยกันด้วยเหตุผล สิ่งที่ตนเป็นห่วง ไม่ใช่ปัญหาการกั๊กที่นั่ง แต่เป็นเรื่องที่นักเรียนบางคนได้คะแนนสูงเลือกทั้งคณะแพทยศาสตร์ในกสพท. และยังไปเลือกคณะสายนิเทศศาสตร์ด้วย แสดงให้เห้นว่าเด็กไม่มีเป้าหมายในการเลือกเรียน และยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ถือว่าน่าห่วง เพราะเท่ากับว่าไม่รู้จักตัวเองซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนอนาคต ถ้าคิดว่าการกั๊กที่เป็นเรื่องน่ากลัว ควรกลัวว่าเด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติ ยังไม่รู้จักตัวเอง น่าห่วงกว่า
ด้านนางเฉลิม เติมทอง ตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันที่เครียดที่สุดในชีวิต ซึ่งระบบทีเเคสรอบนี้ มีปัญหามาแต่ต้น และกังวลว่าเมื่อถึงวันคัดเลือกจะต้องมีปัญหาการกั๊กที่เกิดขึ้นแน่ ก่อนนี้ผู้ปกครองบางกลุ่มทำหนังสือถึงทปอ.ตั้งแต่เดือนเมษายนแสดงความห่วงใยว่าจะมีการกั๊กที่เกิดขึ้น แต่ทปอ.ตอบกลับมาว่าอย่ากังวล ไม่มีการกั๊กที่เกิดขึ้นแน่ ลูกตนตั้งใจสมัครรอบ 3 จึงทุ่มเทกับรอบสามมาก ทั้งยังกังวลว่ารอบ 4 อาจไม่มีคณะที่ลูกต้องการเรียน
นายฤชุกรณ์ เติมทอง ตัวแทนผูปกครอง กล่าวว่า ควรจะเเยก กสพท. ออกไปเลย และต้องปรับปรุงระบบ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ และทีแคส รอบ 3 ควรมีการเลือกอย่างมีลำดับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สอท.ออกประกาศเปิดทีแคส 3/2 หลังจากที่เด็กร้องเรียนผ่านโซเชียลมีเดียลว่าระบบทีแคส รอบ 3 (รับตรงร่วมกัน) ทำให้เกิดปัญหากั๊กที่นั่ง เนื่องจากเปิดให้มีการเลือกคณะ/สาขา 4 ตัวเลือก โดยไม่มีการจัดอันดับ ส่งผลให้เมื่อเด็กกสพท.ใช้สิทธิของตนเองเต็มที่แม้ไม่ได้ตั้งแต่เรียนในคณะ/สาขาเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหากั๊กที่นั่ง อย่างไรก็ตามไม่ใช่ความผิดของเด็กกสพท. แต่เกิดจากระบบที่ไม่รัดกุมรอบคอบมากพอ ด้วยเหตุนี้เด็กจึงนัดรวมตัวเคลื่อนไหวกันหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ในวันที่ 31 พฤษภาคม เพื่อเรียกร้องให้สอ.คงสิทธิ์โดยเปิดทีแคสรอบ 3/2 ที่สุดจึงเป็นที่มาที่สอท.ออกประกาศดังกล่าวในวันที่ 30 พฤษภาคมพร้อมทั้งประชุมร่วมกับตัวแทนผู้ปกครองเพื่อคลี่คลายปัญหา



