‘หมอธี’ สั่งสอบสารพัดโกงภาคอีสาน  ตั้งกก.ฟันวินัยร้ายแรง‘บิ๊กสพม.กทม.’หลอกอบรมครู (คลิป)

30.05.18 | 17:25 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม  นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการศธ. ได้รายงานข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการทุจริตในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครราชสีมา และชัยภูมิ ให้ตนรับทราบ ซึ่งหลายเรื่องทำให้ตนไม่สบายใจว่า น่าจะมีการทุจริต จึงจะให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

พล.ท.โกศล  กล่าวว่า  จากการลงพื้นที่  พบการทุจริตเกิดขึ้นในหลายจังหวัด หลายเรื่องดำเนินการในรูปแบบเครือข่าย  กรณีแรก พบเจ้าหน้าที่พัสดุ ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา( สพป.)นครราชสีมา เขต 5 มีการวางฎีกาเบิกเงินซ้ำ กับเงินที่โรงเรียนได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว โดยโรงเรียนแรก เบิกซ้ำไป 8 หมื่นบาท ส่วนอีกโรงเรียนโดนไป 3 ฎีกา 3 แสนบาท ทั้งนี้รูปแบบการทุจริต พบว่า มีการใช้ข้อมูลของร้านค้าที่โรงเรียนตั้งเบิกเงิน  แต่เปลี่ยนชื่อรหัส ซึ่งร้านที่โรงเรียนใช้อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา แต่ร้านที่ถูกเปลี่ยนชื่อ อยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร นอกจากนั้นยังมีการทำฎีกาลอยทิ้งไว้ที่เขตพื้นที่ฯ พอใกล้สิ้นปีงบประมาณ  ซึ่งจะมีงบฯเหลือกลุ่มคนเหล่านี้จะใช้ฎีกาลอย เบิกเงินของโรงเรียนซ้ำอีกเป็นประจำ เท่าที่พบมีการตั้งฎีกาลอยไว้แล้วประมาณ 57 ฎีกา  เรื่องนี้มีผู้หวังดีกับศธ. และทนพฤติกรรมไม่ไหว มาให้ข้อมูลโดยคณะทำงานของตนได้ทำบันทึกปากคำไว้เรียบร้อยแล้ว  ถือว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน  และทราบศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ได้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่พัสดุแล้ว ทั้งนี้เท่าที่ตรวจสอบพบว่าข้อมูลที่ตนได้รับจากการลงพื้นที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลการสอบสวนของศธจ. โดยตนคิดว่า น่าจะมีผู้บริหารระดับสูงในเขตพื้นที่ฯ เกี่ยวข้องด้วย  จึงขอสรุปสำนวนผลสืบสวนจากศธจ. เพื่อประมวลได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ ไม่ใช่จับปลาซิว ปลาสร้อย  เจ้าหน้าที่พัสดุคนเดียวไม่น่าจะทำได้เพราะเพราะรหัสการตั้งเบิกจะมีเฉพาะหัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน  และผู้อำนวยการเขตฯเท่านั้น  โดยขณะนี้ผู้ที่ให้ข้อมูลมีการถูกข่มขู่และทำร้าย ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะต้องสั่งให้มีการคุ้มครองพยานด้วย

พล.ท.โกศล กล่าวต่อว่า อีกเรื่อง เป็นพฤติกรรมของผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่จำนวน 10 คนเข้ามาให้ข้อมูลพร้อมหลักฐานว่ามีการตกเขียว ในปีงบประมาณ 2562  โดยเรียกเงิน 10%จากผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ   ให้โรงเรียนจ่ายก่อน 5% เมื่อได้รับงบฯ แล้ว ให้จ่ายอีก 5% โรงเรียนส่วนใหญ่ต้องยอมเพราะถ้าไม่ให้ก็จะไม่ได้รับงบฯ  การดำเนินการจะทำเป็นระบบเครือข่าย ประธานเครือข่ายกลุ่มโรงเรียน จะแจ้งผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับงบฯ   เรื่องนี้เรามีหลักฐานเป็นพยานบุคคลชัดเจนและจะส่งเรื่องให้สพฐ. เร่งดำเนินการกับผอ.สพท. ต่อไป นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธร  ร้องเรียนมาที่คณะทำงานของตน ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน  ว่าอาจจะมีการล็อกสเป็ก  จากการลงพื้นที่ มีโรงเรียนในพื้นที่มาให้ข้อมูล และได้ตรวจสอบกับ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย สพฐ. พบว่า งบดังกล่าว มีการแจ้งจัดสรรเมื่อ 26 ธันวาคม 2560 โรงเรียนได้รับการจัดสรรรวม 458 โรงเรียน งบทั้งสิ้น 279 ล้านบาท แต่ภายหลังเมื่อมีการอนุมัติงบฯ พบว่า มีโรงเรียนที่ได้รับการจัดสรรงบฯทั้งหมด 600 กว่าโรงเรียน ไม่ตรงกับที่อนุมัติ  ขณะที่มีหลายโรงเรียนสะท้อนว่าไม่ได้ต้องการครุภัณฑ์ดังกล่าว บางโรงเรียนเสนอขอแต่ได้ไม่ตรงตามที่เสนอ โดยทราบว่างบฯดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่สพฐ.จะพิจารณาว่า จะเดินต่อหรือจะหยุด โดยขณะนี้ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบ โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน  ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว ทางสพฐ.  มีหนังสือสอบถามไปยังโรงเรียนทั้งหมดแล้วว่า ประสงค์อยากได้ครุภัณฑ์ดังกล่าวหรือไม่

นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 32 บุรีรัมย์ จำนวน 3 ราย ต่อเนื่อง จัดอบรมครู โดยไม่มีการอบรมจริง ซึ่งล่าสุด ตนในฐานประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริต ได้สรุปผลสอบ โดยล่าสุดนายบุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. ได้ลงนาม ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง อดีตผู้อำนวยการสพม.32 บุรีรัมย์ ทั้ง 3 รายแล้ว โดยปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสพม. เขต1 กทม. และสพม. เขต2 กทม. ส่วนอีก 1 รายเป็นรองศึกษาธิการภาค (ศธภ.)   ทั้งนี้ไม่ต้องใช้ มาตรการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบในระบบราชการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะทั้ง 3 รายไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดิมแล้ว

Advertisement