สืบเนื่องกรณี กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเพณีการไหว้ครูในโลกออนไลน์ในขณะนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่ความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Netiwit Chotiphatphaisal มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ไม่ควรมีการบังคับ แต่ควรเป็นไปด้วยความสมัครใจทั้ง 2 ฝ่าย โดยอาจจัดเป็นงานปาร์ตี้เล็กๆในห้องเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ประเพณีแนวเคร่งขรึม
เนื้อหาดังนี้
ข้อเสนอเรื่องการไหว้ครูของผม
ผมจะไม่เสนอภาพใหญ่ว่าทั้งประเทศควรจะเป็นอย่างไร แน่นอนล่ะว่าผมสนับสนุนว่าไม่ควรมีการบังคับ เพราะการไหว้ครูเป็นเรื่องส่วนบุคคล เรื่องประสบการณ์ส่วนตัว ครูคนนี้สอนไปด่าเราไป ดูถูกเราไป จะไหว้มันทำไม การบังคับคือการทำลายความสัมพันธ์ที่แท้จริง
ทีนี้ ผมจะขอเสนอภาพเล็ก ตราบเท่าที่พิธีนี้ยังมีอยู่ แต่จะมีอย่างไรให้งามและมีความหมาย คณะอื่นๆผมไม่ทราบ แต่ผมเรียนที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดังนั้นผมจะเสนอในบริบทของผม ใครคิดว่าดีก็อาจจะเอาไปปรับใช้ได้ ผมเสนอว่า ควรจะมีการไหว้ครู(อาจารย์)ทุกเทอมเลย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ทำไมถึงคิดเช่นนั้น ตอนนี้พิธีไหว้ครูจัดตอนนิสิตใหม่เพิ่งเข้าเรียนไปได้อาทิตย์สองอาทิตย์ แล้วก็ไหว้ครูกัน โดยที่ครูเหล่านั้นเด็กก็ยังไม่รู้จักเลยว่าเป็นคนยังไง สอนดีหรือไม่ดี การสักเอาแต่ไหว้ กลายเป็นเรื่องรกรุงรังไปซะเปล่า เป็นเรื่องไม่มีความหมาย เข้าร่วมไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น
ดังนั้นเพื่อความงอกงามของศิษย์และครู น่าจะจัดให้ไหว้กันตอนหลังเรียนวิชานั้นเสร็จแล้ว หรือคาบสุดท้าย เด็กที่รู้สึกผูกพันกับครู อาจารย์สอนดี เอาใจใส่ก็เอาพวงมาลัยมาไหว้ ส่วนเด็กคนไหนรู้สึกไม่เห็นค่าเลย หรืออาจารย์เห็นเด็กไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่คุยก็ไม่เข้าร่วม ไม่นับกันไป
อาจารย์หรือเด็กบางคนอาจจะไม่อยากเอาพวงมาลัยหรือกระทำตามขนบโบราณ เห็นว่าไร้แก่นสาร ลดทอนความเป็นมนุษย์นั่นก็มีสิทธิคิดได้ แต่ไม่ดีหรอกหรือ หากจะมีการได้เคารพกันอย่างซึ่งหน้า ในฐานมนุษย์ที่เท่ากัน แทนที่ทำให้ดูเคร่งขรึม อาจจะทำเป็นงานปาร์ตี้เล็กๆในคลาส เอาขนม หรืออาหารมาแบ่งปันกัน คุยกัน แสดงความคิดเห็นว่า วิชาอาจารย์เป็นยังไง เด็กเป็นยังไง เราควรจะปรับปรุงส่วนไหนของกันและกัน คุยกันออกมาตรงๆ นี่ก็น่าทำ
จะกระทำแบบนี้ท้ายเทอมก็ได้ หรือกลางเทอมเผื่ออาจจะมีพัฒนาการสอนหรือการตั้งใจเรียนขึ้นก็ได้
ไหว้ครูแบบนี้น่าจะสร้างความหมายแก่ประเพณีโบราณได้บ้าง
เป็นการเพิ่ม 1)”พันธสัญญาทางใจ” – ต่อไปฉันจะปรับปรุงการสอน จากการได้เถียงและฟังพวกเธอโต้แย้งในรุ่นต่อไปหรือเทอมต่อไป และ 2)”การตรวจสอบอย่างไม่เป็นทางการ” – ทำไมอาจารย์ไม่มาในคาบนี้หรือเราไม่ตั้งใจเรียน / ทำไมลูกศิษย์/ผู้เรียน/นิสิต/มนุษย์ที่เท่าเทียม ไม่เข้ามาคาบนี้กันเลย เหลือไม่กี่คน หรือฉันสอนพวกเขาไม่ดี ครูและศิษย์จะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นในพิธีแบบนี้
แน่นอนว่านี่ไม่ควรบังคับ และเกิดจากการสมัครใจกันของทั้งสองฝ่ายอันมาจากความอุตสาหะวิริยะในการเรียนของผู้เรียนและความทุ่มเทของครู

