เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เปิดเผยว่า กรณีการควบรวมสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และหน่วยงานวิจัยต่างๆ เป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นั้น ส.ค.ศ.ท.จะนำเรื่องนี้ เข้าหารือในที่ประชุม ส.ค.ท.ศ.วันที่ 14 มิถุนายนนี้ เพื่อรวบรวมความคิดเห็น และข้อเสนอแนะไปให้หน่วยงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อพิจารณาต่อไป
“การควบรวมเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีหลายประเด็น หากรัฐต้องการประหยัดงบประมาณ และรวมทรัพยากรเพื่อเสริมประสิทธิภาพของหน่วยงาน โดยควบรวมกับหน่วยงานที่มีเป้าหมาย บทบาท ภาระหน้าที่ และมีจุดประสงค์เหมือนกัน ก็เห็นด้วย แต่ถ้าควบรวมกับหน่วยงานที่มีบทบาท ภาระหน้าที่ จุดประสงค์แตกต่างกัน อาจไม่คุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร รวมถึง อาจทำให้มีปัญหาในการบริหารงานในอนาคต และผลงานด้อยประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าควรตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นกระทรวงเล็กๆ ที่มุ่งเป้าหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงานเอง จะเหมาะสมกว่า” นางประพันธ์ศิริ กล่าว
นางประพันธ์ศิริกล่าวต่อว่า พันธกิจของการอุดมศึกษามีความเฉพาะ คือมุ่งจัดการศึกษา และพัฒนาคนเป็นหลัก โดยเป็นการจัดการศึกษาระดับสูงกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ภาระงาน และบทบาทหน้าที่หลักของการอุดมศึกษาคือการผลิตบัณฑิต มีทั้งสายสังคมศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์ บางสถาบันให้น้ำหนักด้านวิทยาศาสตร์ บางสถาบันให้ความสำคัญด้านสังคมศาสตร์ หรือศิลปกรรมศาสตร์ บางสถาบันให้น้ำหนักทุกด้านเท่าๆ กัน ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาไทยมีมากถึง 300 กว่าแห่ง มีภาระงาน และบุคลากรจำนวนมาก แต่ละแห่งมีระเบียบ มี พ.ร.บ.ของตัวเอง มีหน่วยงานภายในแตกต่างกัน หลากหลาย มีอิสระ และซับซ้อนมากน้อยต่างกันไป ยากแก่การบริหาร อีกทั้ง พันธกิจ และภารกิจไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิต วิจัย และสร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่มีหน้าที่หลักสำคัญอีก 2 ประการคือ บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคม และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
“การควบรวมอุดมศึกษากับหน่วยงานที่มีการบริหาร การบังคับบัญชา บทบาทหน้าที่ เป้าหมาย จุดประสงค์ ระบบ และวัฒนธรรมที่ต่างกัน ไม่น่าจะทำให้การดำเนินการของกระทรวงเป็นอย่างสะดวก ราบรื่น และบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และประมีประสิทธิผลเท่าที่ควร นอกจากนี้ ชื่อกระทรวงมีคำว่า วิจัย นวัตกรรม หรือวิทยาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์มากกว่าสังคมศาสตร์ ให้ความสำคัญกับการวิจัย และนวัตกรรม มากกว่าด้านการบริการวิชาการแก่ชุมชน และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของการอุดมศึกษาหรือไม่” นางประพันธ์ศิริ กล่าว
นางประพันธ์ศิริกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาแนวคิดการแยกการอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วยเหตุผลที่ว่าควบรวมกับ ศธ.แล้ว มีปัญหาในการบริหารงาน เนื่องจากมีเป้าหมาย จุดประสงค์ และแนวทางดำเนินการต่างกัน มีภาระ บทบาท หน้าที่ อุดมศึกษาถูกละเลย ถูกลดทอนความสำคัญ และตกต่ำลงไปมาก ไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ ทำให้เกิดความคิดแยกอุดมศึกษาออกจาก ศธ.เพื่อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อจะตั้งกระทรวงใหม่ กลับถูกควบรวมกับกระทรวงอื่น ที่มีเป้าหมาย และภารกิจแตกต่างกันยิ่งกว่าเดิม
“ถ้าได้รัฐมนตรี หรือผู้บริหารระดับสูงที่มากำกับดูแลกระทรวง ที่ไม่มีความรู้ และเข้าใจ เรื่องการศึกษา และการอุดมศึกษาอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งแล้ว น่าจะมีผลเสียมากกว่า การควบรวมอาจไม่คุ้มค่า และไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ปัญหาการปฏิรูปการอุดมศึกษาก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ต้องทำอะไรจะดีกว่า” นางประพันธ์ศิริ

