หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นายกฯห่วงทีแค...

นายกฯห่วงทีแคส วุ่น  จี้ทปอ. ทำความเข้าใจประชาชน

7.06.18 | 18:10 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นพ.อุดม คชินทร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีเกิดปัญหาในระบบการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรอทีแคส รอบ 3 รับตรงร่วมกัน ซึ่งล่าสุดเกิดปัญหา ที่เด็กยืนยันสิทธิทีแคส รอบ 3/1 ไปแล้ว แต่กลับมีชื่อสอบติดรอบ 3/2 อีกทั้งที่ตามแนวทางของทปอ. จะต้องไม่นำรายชื่อผู้ที่ยืนยันสิทธิในรอบ 3/1 ไปแล้วมาประมวลผลในรอบ 3/2 โดยปัญหาดังกล่าวพบว่าเกิดกับเด็กจำนวนมาก ว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็ว ๆ นี้  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อกรณีการดำเนินการระบบทีแคส  แต่ไม่ได้ตำหนิแต่อย่างใด เพราะนายกฯเข้าใจดีว่า ของใหม่ก็ต้องมีปัญหาบ้าง ทั้งเข้าใจหลักการทีแคส ด้วยว่าเป็นหลักการที่ดี ลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดค่าใช้จ่าย ลดความเหลื่อมล้ำ และปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สอบเข้าทั้งหมด เพียงแต่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล มีการส่งต่อกันจนเรื่องแพร่กระจายไปไกล ทั้งที่มีปัญหาไม่มาก แต่เราก็ต้องแก้ไข ซึ่งนายกฯ อยากให้นำผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบทีแคสมาพูดให้ประชาชนทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่งด้วย

“ปัญหาที่เกิดขึ้นมีการส่งต่อๆ กันในสื่อสังคมออนไลน์ ทปอ.ก็พยายามชี้แจงทำความเข้าใจ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครฟัง ผมก็เห็นใจและให้กำลังใจ ทปอ.ทุกคน  ผมจึงอยากให้ทุกคนใช้สติก่อนจะส่งต่อข้อมูลใดๆ และรับฟังคำชี้แจงของทปอ. ซึ่งทำงานกันอย่างหนัก ซึ่งก็ยอมรับว่าอาจมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่ข้อดีในระบบทีแคสก็มีมากกว่าข้อเสีย และเราก็คงไม่ตอบโต้ในทุกเรื่อง ผมอยากให้สังเกตว่า เมื่อมีการเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ครั้งที่ 2 หรือ 3/2 นักเรียนก็พอใจ และพร้อมจะเดินหน้าเข้าสู่ทีแคสรอบที่ 4 และ 5 คือ รอบแอดมิชชั่นกลาง และรับตรงอิสระ ซึ่งผมมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาแน่นอน” นพ.อุดม กล่าว

นพ.อุดม กล่าวต่อว่า  ทีแครอบ 3 เราต้องการแก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ซึ่งเดิมผู้ปกครองต้องพาลูกหลานเดินทางไปทั่วเพื่อสอบรับตรง  มีค่าใช้จ่ายทั้งการเดินทาง และที่พัก ก็ปรากฎว่า ตนได้รับการต่อว่าจากผู้ประกอบการโรงแรม รถทัวร์ว่า การรับตรงร่วมกันในปีนี้ ทำให้โรงแรม รถทัวร์ รายได้ตกลงไปมาก เพราะทุกปีในช่วงเวลานี้ จะเป็นช่วงที่ทำรายได้ให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยจะมีคนแห่กันเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา พิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เพื่อสอบตรง แต่ระบบใหม่ เราให้เด็กและผู้ปกครองวิ่งรอกสอบเช่นกัน แต่วิ่งรอกกันในคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นผลกระทบจากทีแคส ที่เราก็คาดไม่ถึงเช่นกัน

นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  ผลจากระบบการคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัยของทีแคส รอบ 3 นี่ส่งผลกระทบต่อคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดย จากจำนวนนิสิตที่รับได้ 298 คน ประกาศชื่อไป 300 คน  แต่มายืนยันสิทธิจริง เพียง 33 คน แน่นอนว่าที่มีการสละสิทธิมากกันแบบนี้ ทั้งของคณะวิทยาศาสตร์และของคณะอื่นๆ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการกั๊กที่นั่งของเด็กเก่งๆ ด้วย ซึ่งก็เป็นสิทธิของเด็กเก่ง เพราะระบบดันปล่อยให้ทำได้ มารอลุ้นกันต่อว่าจะมีคนยืนยันสิทธิรอบ 3/2 กี่คน   ทั้งนี้ตนอาจจะไม่ใช่นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทีแคส แต่ระบบการสอบดังกล่าว ซึ่งตามหลักการเป็นการแก้ปัญหาการเฟ้อของการวิ่งรอกสอบ ความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่าย ถือเป็นเรื่องดี แต่เมื่อนำระบบทีแคส มาใช้จริง กลับพบว่ามีปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะการกั๊กที่นั่งสอบ เด็กอยากเรียนในคณะ มหาวิทยาลัยที่ต้องการแล้วไม่ได้เรียน และมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้เด็กตามจำนวนที่ต้องการ อย่างคณะวิทยาศาสตร์ เห็นชัดว่าระบบทีแคส ทำให้เด็กมายืนยันสิทธิน้อยมาก ทั้งที่ระบบการรับตรงแบบเดิม มีเด็กยืนยันสิทธิครึ่งหนึ่งของเด็กที่สอบติด เช่น ถ้าประกาศรายชื่อ 300 คน เด็กจะมียืนยันสิทธิ150คน และเป็นเด็กที่อยากเรียนคณะวิทย์จริงๆ เป็นต้น

“ทีแคสรอบ 3 ระบบรับตรงกลางร่วมกัน และมีการเลือก4 ลำดับ เด็ก300คนที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศชื่อสอบติด อาจเป็นเด็กเก่งที่เลือกติดไว้กันพลาด แต่เมื่อต้องเลือกพวกเขาก็ไม่เลือกคณะวิทยาศาสตร์ เพราะคณะวิทย์ เป็นคณะกลางๆ ไม่ใช่คณะยอดนิยม แต่เท่าที่ทราบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้เด็กไม่มากเช่นเดียวกัน ดังนั้น อยากให้ทปอ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนระบบทีแคสใหม่อีกครั้งว่ามีประโยชน์ หรือสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน และมหาวิทยาลัยกันแน่ เพราะหากให้คำตอบว่าเป็นครั้งแรก และรอบไหนมีปัญหา ก็ไปรอรอบต่อไป ทำให้เด็กไม่มีที่เรียนเกิดความกังวล ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัย อาจารย์ก็ไม่ได้จัดเตรียมการสอนยาก”นายเจษฎา กล่าว และว่า เชื่อว่าทุกฝ่ายหวังดีกับเด็ก แต่ถ้าระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งพัฒนา ยิ่งขยายปัญหาในวงกว้างควรจะกลับมาพิจารณาว่าระบบไหนดีที่สุด และก่อนที่จะมีการจัดทำระบบต่างๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ผู้เกี่ยวข้องอย่าง นักเรียน ผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม หรือประชาชนที่สนใจเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่มีผลกระทบต่อชีวิตของเด็ก

Advertisement