อังคาร 14 มิถุนายนนี้ เวลา 14.00 น. รายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว เตรียมถ่ายทอดสดจากสมุทรสงคราม บ้านเกิดแฝดสยาม ‘อิน-จัน’ ในตอน ‘สมุทรสงคราม น้ำแม่กลอง เส้นทางเชื่อมสองทะเลสมุทร สุดยอด Siamese Twins อินจัน’ โดยมีประกิต หลิมสกุล เจ้าของนามปากกา กิเลน ประลองเชิง ร่วมทริปไปกับ (อดีต) สองกุมารสยาม ด้วยเหตุเพราะเป็นชาวสมุทรสงครามโดยกำเนิด
‘มติชนออนไลน์’ จึงคัดสรรเรื่องราวในตำนานแห่งแฝดสยามบันลือโลกอย่างอิน-จัน มาให้อ่านกันล่วงหน้า
แน่นอนว่าหนึ่งในความสงสสัยใครรู้ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับฝาแฝดคู่นี้ก็คือ หากได้รับการ ‘ผ่าตัดแยกร่าง’ ทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ปริศนานี้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานถึงความน่าจะเป็นหลังการเสียชีวิตของทั้งคู่เมื่อวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1874 (พ.ศ. 2417) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้รับการชันสูตรศพภายใต้ความยินยอมของครอบครัวในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 15 วัน 8 ชั่วโมงหลังทั้ง 2 สิ้นลม

แพทย์ที่ทำการชันสูตร ได้แก่ นายแพทย์แพนโคสต์ นายแพทย์แฮร์ริสัน แอลเลน นายแพทย์ ที.เอช แอนดรูว์และนายแพทย์วิลเลียม ฮออลลิงสเวิร์ธ
การดำเนินการดังกล่าว เริ่มต้นที่บ้านของอิน วารสาร Philadelphai Medical Times บรรยายไว้อย่างละอียด ข้อความส่วนหนึ่ง ดังนี้
“ร่างทั้งสองถูกฝังไว้ในห้องใต้ดินที่บ้านของอิน ภายในหลุมแคบๆซึ่งกลบไว้ด้วยผงถ่าน เมื่อเกลี่ยออกหมดแล้ว ก็เห็นแผ่นไม้กระดานปิดกล่องไม้ไว้ ภายในกล่องไม้เป็นโลงดีบุก หลังจากที่เปิดโลงดีบุกออก ก็นำโลงศพขึ้นไปวางไว้ในห้องโถงใหญ่บนชั้นสองของบ้าน แล้วคลายตะปูควงเปิดฝาโลงออก เผยให้เห็นสิ่งที่คณะแพทย์คณะนี้เสาะหาได้ชัดเจน นับเป็นเวลาที่ทุกคนตั้งตารอคอย
สิบห้าวันผ่านมานับจากการเสียชีวิตโดยไม่มีการใช้น้ำยารักษาศพ จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดที่ว่า ไม่มีกลิ่นศพคลุ้งในห้องแต่อย่างใด และสภาพศพก็ไม่เน่าเปื่อยอีกด้วย ในทางตรงกันข้าม ใบหน้าของอินดูเหมือนคนหลับ ส่วนลักษณะเดียวที่ไม่น่าดูของจันก็เห็นจะเป็นเพียงริมฝีปากซีดที่เบี้ยวเหมือนคนโกรธและผิวหนังบริเวณหูที่ซีดจนเป็นสีม่วงเท่านั้น ภรรยาหม้ายทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง และเดินไปดูร่างที่ไร้วิญญาณนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความเงียบสงบที่ทุกคนในที่นั้นมอบให้ด้วยความเคารพ”

สำหรับขั้นตอนการชันสูตร เริ่มจากการถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด จัดร่างให้ทั้งคู่อยู่ในท่ายืน เพื่อให้ช่างภาพถ่ายรูปเต็มตัว รวมถึงถ่ายรูปใกล้ท่อนเอ็นด้วย
บันทึกของแพทย์ระบุว่า “พบร่างทั้งสองในโลงอยู่ในสภาพดี จันมีกลิ่นศพเล็กน้อย…..ผมของร่างทั้งสองเป็นสีขาว ส่วนขนที่อวัยวะเพศของร่างแต่ละร่างนั้น ซีกซ้ายเป็นสีขาว ส่วนซีกขวาเป็นสีดำ”
หลังถ่ายภาพเสร็จ มีการฉีดสารละลายซิงค์คลอไรด์ ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อย่างหนึ่งเข้าเส้นเลือด จากนั้น จึงผ่าท่อนเอ็น โดยพบว่ามีโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินศึกษาต่อในบ้าน จึงมีการลงความเห็นว่าต้องนำศพไปยังฟิลาเดเฟีย เมื่อภรรยาของทั้ง 2 ยินยอม จึงเย็บรอยผ่าต่างๆเข้าที่ สวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้ตามเดิม นำร่างกลับเข้าสู่โลงไม้ นำขึ้นเกวียน
18 กุมภาพันธ์ หลังการชันสูตรอย่างเป็นทางการ มีการเปิดเผยรายงานซึ่งแสดงว่า ทั้งคู่เชื่อมต่อกันโดยกระดูกอ่อนที่ฐานของกระดูกหน้าอกใกล้กระบังลม โดยมีแถบริ้วบางๆของเนื้อเยื่อตับสอดอยู่ในท่อนเอ็น กล่าวคือ ตับของอิน-จันเชื่อมต่อกัน นอกจากนี้ ส่วนของเยื่อบุช่องท้องของแต่ละคนก็สอดอยู่ในนั้นด้วย

สำหรับคำถามที่ว่า การผ่าตัดแยกร่างเป็นไปได้หรือไม่ในขณะมีชีวิต คณะแพทย์ลงความเห็นว่า การผ่าตัดแยกร่างในขณะที่ทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ‘เป็นสิ่งอันตราย’ แต่จะอันตรายน้อยลงหากผ่าขณะยังเป็นเด็ก แม้เส้นเลือด เนื้อเยื่อตับหรือกระดูกอ่อนไม่ใช่อุปสรรค แต่การผ่าตัดผ่านกระบังลมและช่องท้องอาจทำให้เกิดอาการช็อคต่อระบบประสาทซิมพาเธติก อาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และกระบังลมอักเสบพร้อมกับอาการอักเสบซึ่งอาจลามไปถึงถุงหุ้มหัวใจหรือเยื่อหุ้มปอดได้

ต่อมาอีก 1 ปี นายแพทย์แพนโคสต์ เขียนรายงานสรุปว่า เมื่อใครคนหนึ่งเสียชีวิตลง ควรผ่าตัดแยกร่างเพื่อช่วยชีวิตอีกคนหนึ่ง หลังจากจันป่วย อินควรหาทางจัดการให้มีหมอใกล้บ้าน นอกจากนั้น แม้ไม่ทราบแน่นอนว่ามีความปลอดภัยเพียงใด แต่เมื่อจันเสียชีวิตลง ควรลองผ่าผ่านท่อนเอ็นด้านของจัน โดยไม่เปิดช่องท้องของอิน
แพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่า การผ่าแยกร่างหลังคนหนึ่งเสียชีวิต น่าจะปลอดภัยหากทำทันที
ภาพและข้อมูลจากหนังสือ แฝดสยาม อิน-จัน ฅนคู่สู้ชีวิต โดย วิลาส นิรันดร์สุขศิริ




