ห่วงผู้สูงวัยอายุยืนขึ้น แต่เต็มไปด้วยโรคและติดเตียง ชี้ คุณภาพชีวิตที่ดีต้องดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
วันที่ 25 กันยายน นพ.พร้อมพงศ์ ศรีสวัสดิคุโณดม แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก, นพ.ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว และทีมสหวิชาชีพสาขาต่างๆ ร่วมกันแถลงข่าวและเปิดตัว “The Healing House Clinic” คลินิกที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) ดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขาและทีมสหวิชาชีพ
นพ.พร้อมพงศ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยพฤติกรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันมีเทคโลโนยีอำนวยความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น เราสามารถสั่งอาหารโดยไม่ต้องเดินไปซื้อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวลดลง ประกอบกับมีอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีกระแส การรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันคนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกันมากขึ้น หรือที่เรียกว่าโรค Non-Communicable Diseases (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมอง ฯลฯ
นพ.พร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนได้เห็นถึงความสำคัญที่จะช่วยป้องกันประชาชนคนไทย ไม่ให้ป่วยด้วยการใช้หลักการแพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งคือ ศาสตร์ทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกัน รักษา และฟื้นฟูโรคเรื้อรัง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) แทนที่จะพึ่งพาเพียงยาและหัตถการทางการแพทย์ มุ่งหวังให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาและบริการทางการแพทย์เชิงป้องกันจึงได้ร่วมก่อตั้งคลินิกด้วยแนวคิด “บ้านแห่งการเยียวยาเชิงป้องกันและองค์รวม” ซึ่งเมื่อเดินเข้ามาจะรู้สึกว่าไม่ใช่แค่คลินิก แต่เป็น “บ้าน” ที่ทุกคนในครอบครัวเข้ามาแล้วรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และได้รับการดูแลแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และวิถีชีวิต

นพ.พร้อมพงศ์ กล่าวว่า ทางทีมแพทย์ The Healing House Clinic จึงได้มีแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้หลักของการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันร่วมกับหลักการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ที่เรียกว่า “การแพทย์แบบผสมผสาน” หรือบางครั้งใช้คำว่า “การแพทย์บูรณาการ” (Integrative Medicine) โดยใช้หลักทางการแพทย์ดังนี้ 1. Preventive (ป้องกันก่อนป่วย) โดยวางแผนสุขภาพเชิงรุกด้วยการตรวจคัดกรอง วิเคราะห์ความเสี่ยง และโภชนาการเฉพาะบุคคล 2. Family (ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง) ดูแลทั้งครอบครัว ดูแลตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ เป็นเสมือน “หมอประจำบ้าน” 3. Integrative or Holistic (องค์รวม) ผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนไทย และศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพอื่นๆ เช่น สติบำบัด (Mindfulness), สุคนธบำบัด (Aroma Therapy) และสมุนไพร (Herbal Therapy) ในการดูแลสุขภาพ
นพ.ธีรฉัฐ กล่าวด้วยว่า สังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) และช่วงนี้พบได้เยอะมาก วัยรุ่นมีภาวะนอนหลับยาก นอนไม่หลับ และอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุคือปัสสาวะมีปัญหา กลั้นไม่อยู่ มีมากขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งทางคลินิกของเราก็มีการดูแลอย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน รวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับช่วงสุดท้ายของชีวิต เช่น โรคไอเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือโรคมะเร็ง เพราะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เราดูตั้งแต่เกิดจนหมดลมหายใจ
นพ.ธีรฉัฐ กล่าวว่า พฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะในการใช้ชีวิตทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง อันจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งตนมองว่า แนวคิดของ Longevity นั้น เป็นแนวคิดสำหรับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ในการที่คนจะมีอายุที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่แข็งแรงร่วมด้วย โดยใช้การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในการดูแลคนคนนั้นให้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยาในการรักษาโรคต่างที่เหมาะสม การดูแลทางด้านจิตใจ เป็นต้น
นพ. ธีรฉัฐ ยังกล่าวอีกว่า การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้คนคนหนึ่งมีสุขภาพที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องมีครอบครัวที่เป็นสภาพแวดล้อมในการดูแลกันและกันในครอบครัวในการสร้างเสริมสุขภาพดีด้วย มิเช่นนั้นการที่จะทำให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ตนจึงมองว่า การประเมินผลการรักษาผู้ป่วย นอกจากจะดูคนที่มารับบริการแล้ว ควรจะประเมินด้านสุขภาพของครอบครัวด้วยโดยใช้แนวคิด Family Longevity เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวแข็งแรงและอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี เป็นการดูแลครบทุกมิติของทั้งครอบครัวของผู้ที่เข้ามารับบริการภายในคลินิก

