ยูเอ็นอวกาศ ตั้ง ผอ.จิสด้าไทย เป็นประธาน STSC เวทีสูงสุดสหประชาชาติที่กำหนดทิศทางกิจการอวกาศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ

คณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ เวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ได้แต่งตั้ง ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า-GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ อาทิ ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต
ผู้อำนวยการจิสด้ากล่าวว่า ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย

“นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว” ดร.ปกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ประธาน STSC ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน โดย GISTDA ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำกรุงเวียนนา กระทรวงการต่างประเทศ ทำงานอย่างใกล้ชิดในการประสานประเทศสมาชิก รักษาความเป็นกลางทางการทูต และทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอวกาศให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระดับโลกอย่างยั่งยืน

