เวทีเสวนา Asia-Pacific Computing-Network Synergy Roundtable ร่วมมือยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในเอเชียแปซิฟิก
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม เวทีเสวนา Asia-Pacific Computing-Network Synergy Roundtable ซึ่งจัดโดย GSMA ภายในงาน MWC26 Shanghai ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ภายใต้หัวข้อ “Powering the AI Economy” พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ AI และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับ การประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผล (Computing-Network Synergy) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของยุค AI โดยผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย เทคโนโลยี นวัตกรรม แนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม และความร่วมมือในระบบนิเวศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ซื่อหานป๋อ เฉิน หัวหน้า GSMA Greater China กล่าวในช่วงเปิดงานว่า จุดเน้นของการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ยกระดับจาก “Universal Connectivity” (การเชื่อมต่อทุกสรรพสิ่ง) ไปสู่ “การจัดสรรและการประสานการทำงานของขีดความสามารถด้านการประมวลผล” โดยการครอบคลุมของเครือข่ายเพียงอย่างเดียว หรือคลัสเตอร์การประมวลผลที่ทำงานแยกจากกัน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ การประมวลผลแบบอนุมาน แบบเรียลไทม์ และการยกระดับภาคอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป การประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผลได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม AI และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมด้วย AI เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยระบบนิเวศด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตลาดผู้บริโภคดิจิทัลขนาดใหญ่ และกรณีการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ก้าวจากการเป็น “ผู้ตาม” ด้านเทคโนโลยี สู่การเป็น “ผู้นำ” ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่และนวัตกรรมด้านการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผล เวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่ที่รวบรวมทุกภาคส่วนเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับการสร้างการประสานการทำงานระหว่างขีดความสามารถด้านการประมวลผลและเครือข่าย เพื่อผลักดันให้ขีดความสามารถด้านการประมวลผลสำหรับ AI ก้าวออกจากห้องเซิร์ฟเวอร์ไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม และสร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ
เหอ เสี่ยวเหวิน รองอธิบดีกรมวางแผน กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศจีนเกี่ยวกับการบูรณาการเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผล โดยระบุว่า จีนมอง การประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผลเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ พร้อมกำหนดเป้าหมายการพัฒนาภายใต้แนวคิด “สถาปัตยกรรม 3 ระดับ” (ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับเมือง) และ “การเชื่อมต่อ 3 ระดับ” (การเชื่อมต่อโดยตรงความเร็วสูงระหว่างภูมิภาค) ปัจจุบัน จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เครือข่ายออลออปติค เทคโนโลยี 400G/800G, SRv6 และระบบบริหารจัดการขีดความสามารถด้านการประมวลผลอัจฉริยะ เพื่อขจัดข้อจำกัดของ “Computing Silos” หรือการแยกตัวของทรัพยากรการประมวลผล นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพิเศษด้าน “Millisecond Computing” เพื่อสร้างเครือข่ายที่มีความหน่วงต่ำและสามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพได้ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ประมวลผลในระดับมิลลิวินาที การเข้าถึงทรัพยากรการประมวลผลในระดับมิลลิวินาที และการเข้าถึงบริการด้านการประมวลผลในระดับมิลลิวินาที สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เขาเสนอให้ทุกประเทศยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนให้มีมาตรฐานร่วมกัน การแบ่งปันทรัพยากร การขยายโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำและเคเบิลภาคพื้นดินระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการไหลเวียนของข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวว่า “ขีดความสามารถด้านการประมวลผลจะสร้างพลังให้กับอนาคต เครือข่ายจะเชื่อมโยงทุกภาคส่วน และการประสานการทำงานจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ดร.อัตสึโกะ โอคุดะ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) ได้นำเสนอความคืบหน้าของการดำเนินงานของ ITU ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่สืบเนื่องจาก การประชุม World Telecommunication Development Conference (WTDC) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการนำเสนอ เธอได้กล่าวถึงความก้าวหน้าในการขยายและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของ ITU ในด้านการจัดทำข้อมูลสถิติและการผลักดันโครงการริเริ่มระดับภูมิภาคต่าง ๆ โดยอ้างอิงผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่าความต้องการด้านข้อมูลและขีดความสามารถด้านการประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการนำ AI มาใช้งาน ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจึงคาดว่าจะดำเนินการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการขยายโครงข่ายใยแก้วนำแสง การขยายโครงข่ายแกนหลัก และการเพิ่มความหนาแน่นของสถานีฐาน 5G ให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ITU ยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ นำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI กว่า 200 มาตรฐาน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย ITU มาใช้เป็นแนวทางในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ AI จะสามารถทำงานร่วมกันได้ และมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า แม้ AI จะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีประชากรบางส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเชื่อมต่อ หรือยังเข้าถึงการเชื่อมต่อได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น ในขณะที่ประเทศต่างๆ เดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถด้านการประมวลผลสำหรับ AI ก็ต้องสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ห่างไกลจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเช่นกัน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น “Smart Cities, Smart Villages และ Smart Islands”
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เน้นย้ำว่า AI เป็นมากกว่าวาระด้านเทคโนโลยี แต่เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย เขากล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคง เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ AI พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อถือได้และพร้อมสำหรับอนาคต นอกจากนี้ รัฐมนตรียังเชิญชวนพันธมิตรจากนานาประเทศ ไม่เพียงเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ให้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ที่เปิดกว้าง ปลอดภัย และยั่งยืนไปพร้อมกับประเทศไทย
เอรังกา วีระรัตเน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลของศรีลังกา กล่าวว่า ในยุค AI ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กจำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นเพียง “ผู้บริโภคปัญญาประดิษฐ์” หรือจะก้าวไปเป็น “ผู้ผลิตปัญญาประดิษฐ์” ในบางด้าน ศรีลังกาได้เลือกที่จะเป็นผู้ผลิต โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถของตนเองในด้านที่มีความสำคัญ และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระดับโลกในด้านอื่น ๆ ผ่านการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผล รวมถึงความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
อู๋ จยง รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดของ Mobile Cloud ได้แบ่งปันกลยุทธ์การบูรณาการเครือข่ายและการประมวลผลของ China Mobile ซึ่งอาศัยการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการจัดสรรโมเดล และระบบที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ โดยประกอบด้วยการสร้าง Intelligent Computing Centers (AIDC) และโครงข่ายแกนหลักแบบออลออปติค เพื่อสร้างโครงสร้างการประมวลผลแบบ “4+N+X” และทำให้เกิดการจัดสรรการประมวลผลร่วมกันระหว่างคลาวด์ เอจ และอุปกรณ์ปลายทาง เป้าหมายคือการทำให้สามารถเข้าถึงขีดความสามารถด้านการประมวลผลที่หลากหลายได้ในระดับรายวันและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนของระบบโดยรวมผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า “ในยุค AI ความปลอดภัยไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องให้คำตอบ”
ไจ้ ไห่เผิง รองประธานฝ่าย Optical Business Product Line ของ Huawei ได้อธิบายถึงความเร่งด่วนและแนวทางหลักของ การประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผลในยุค AI โดยระบุว่า AI กำลังผลักดันให้เครือข่ายพัฒนาไปสู่การมีค่าความหน่วงต่ำเป็นพิเศษ (ระดับมิลลิวินาที จาก 5ms เหลือ 1ms) มีมาตรฐานความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น (99.999% หรือแม้แต่ 99.9999%) และรองรับแบนด์วิดท์ที่มากขึ้น สำหรับการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เขาได้นำสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่รองรับ AI ION-2030 ซึ่งเผยแพร่โดย ITU-T มาใช้เป็นแนวทางในการเสนอเป้าหมายสำคัญเพื่อเร่งการพัฒนา AI และผลักดันให้เกิด “AI for All” ซึ่งประกอบด้วยการประสานการทำงานของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำและเคเบิลภาคพื้นดินข้ามพรมแดน การสร้างเครือข่ายที่มีค่าความหน่วงต่ำและสามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพได้ (Deterministic Low-Latency Networks) ภายใต้แนวคิด 1-5-20ms Latency Circles และการผลักดันยุทธศาสตร์ Ultra-Gigabit
แดเนียล ชือ ผู้บริหารฝ่ายลูกค้าองค์กรระดับโลกของ MiniMax ได้แบ่งปันแนวทางที่บริษัทพัฒนาโมเดล AI สามารถสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนและเสริมศักยภาพด้านทรัพยากร และระบบการจัดจำหน่ายแบบค้าส่ง เพื่อร่วมกันตอบสนองความต้องการด้านขีดความสามารถในการประมวลผลและโอกาสทางธุรกิจในยุค AI เขาชี้ให้เห็นว่า ในอนาคต เครือข่ายของ “Token Operators” จำเป็นต้องรองรับแบนด์วิดท์ขนาดใหญ่ระดับ Tbps มีค่าความหน่วงในระดับมิลลิวินาที มีความน่าเชื่อถือแบบไม่มีการสูญเสียข้อมูล บนพื้นฐานของเครือข่าย OTN มีความยืดหยุ่นสูงบนพื้นฐานของ SRv6 รองรับการให้บริการที่คล่องตัว และมีความปลอดภัยครอบคลุมทุกมิติ เขากล่าวว่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในการนำ AI ไปใช้งานจริง และมีข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติด้านความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ “เวทมนตร์ดำในโลกของ AI ต้องอยู่ในมือของคนดี”
หลิว เจิ้น รองประธาน Kuaishou Group ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับ “การประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผล” และ “การสร้างมูลค่าทางธุรกิจจาก AI” โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของ Kuaishou ในด้านวิดีโอสั้น อีคอมเมิร์ซ ระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซ และปัญญาประดิษฐ์ เขาระบุว่า โครงการ “East Data, West Computing” (National Integrated Computing Network) ของจีน ซึ่งมีค่าความหน่วงต่ำ ประสิทธิภาพสูง และความน่าเชื่อถือสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จทางธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มต้นจากความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน และการสร้างวงจรปิด “Business-Technology-Infrastructure” นอกจากนี้ เขายังแบ่งปันประสบการณ์ของ Kuaishou ในตลาดต่างประเทศ โดยยึดแนวทางการพัฒนาเชิงลึกผ่านการปรับให้สอดคล้องกับท้องถิ่นใน 4 ด้าน ได้แก่ “เนื้อหา ทีมงาน ระบบนิเวศ และเทคโนโลยี ” ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น บราซิลและอินโดนีเซีย ผ่าน BRICS Artificial Intelligence Center for Innovation and Incubation Kuaishou กำลังเร่งขยายระบบเทคโนโลยี AI ชั้นนำที่พัฒนาภายในประเทศไปยังประเทศใน Global South เพื่อผลักดันการก้าวสู่ระดับโลกของ “Chinese Wisdom” พร้อมเรียกร้องให้บริษัทจีน “คว้าโอกาสจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ภายในประเทศ และช่องว่างความต้องการด้านการสร้างมูลค่าทางธุรกิจจาก AI ของประชาคมโลก เพื่อให้ภูมิปัญญาของจีนก้าวสู่เวทีโลก”
เอเบล แชม รองประธานฝ่ายพาณิชย์ ของ CTM Macau ได้แบ่งปันแนวทางที่เศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างมาเก๊าสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ AI และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม ผ่านการสร้าง “AI Hub” และการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของโครงข่ายในพื้นที่ เธอเน้นย้ำว่า บริการโทรคมนาคมเป็นรากฐานของการพัฒนา AI โดยมาเก๊าเป็นหนึ่งในพื้นที่แรก ๆ ที่นำ 5.5G และ F5.5G มาใช้งาน และได้เปิดให้บริการ 10-Giga Residential เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับส่งข้อมูลและระบบคลาวด์ที่จำเป็นสำหรับการประยุกต์ใช้ AI เธอยังกล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของ Macau Telecom คือการวางตำแหน่งองค์กรให้เป็น “AI Hub” โดยหวังที่จะร่วมมือกับพันธมิตรจากจีนแผ่นดินใหญ่และต่างประเทศ เพื่อรวบรวมโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทรัพยากรด้านการประมวลผล และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ผ่านการจัดตั้งแพลตฟอร์มและระบบการเรียกเก็บค่าบริการแบบรวมศูนย์ เพื่อให้บริการแบบครบวงจรแก่หน่วยงานภาครัฐและลูกค้าองค์กรในมาเก๊า
จาง เชา รองประธาน Kunzhen Zhenyu และประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ กล่าวว่า “ขีดความสามารถด้านการประมวลผลมีความสัมพันธ์โดยตรงกับรายได้ และโทเค็น ได้กลายเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ในยุค AI” นอกจากนี้ เขายังแบ่งปันว่าบริษัทสามารถลดต้นทุนได้ถึง 30% จากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและการทำอาร์บิทราจระหว่างภูมิภาค ผ่านการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและการประมวลผล
การประชุม MWC26 Shanghai Asia-Pacific Computing-Network Synergy Roundtable ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จ โดยรวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล องค์กรกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และบริษัทชั้นนำด้าน AI และเทคโนโลยีจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับยุค AI ผู้เข้าร่วมได้แบ่งปันแนวปฏิบัติและกรณีศึกษาจากการใช้งานจริง พร้อมสร้างฉันทามติร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับการประสานการทำงานระหว่างเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผล ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ภายใต้การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ AI GSMA ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมผลักดันการบูรณาการระหว่างเครือข่ายและขีดความสามารถด้านการประมวลผล ผ่านการประสานนโยบาย การพัฒนามาตรฐานเทคโนโลยีร่วมกัน การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและแบ่งปันทรัพยากรด้านการประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ อัจฉริยะ ครอบคลุม และยั่งยืน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว





